สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
บล็อก Blog
บล็อก Blog บล็อก บลอก บล๊อก หาเพื่อน บล็อก Blog  
  We Love The King blog บล็อก บล็อก
หน้าแรก อัลบั้ม เพื่อน สมุดเยี่ยม
ค้นหา    แบบละเอียด
บล็อก
การรวบรวม
สถิติรวม
เขียนบล็อก (2)
คอมเมนท์ (10)



 

กระบวนเรือพระราชพิธี

จัดขึ้นด้วยความหมายเพื่อทำหน้าที่เป็นเรือประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับพระราชพิธีที่สำคัญยิ่ง ในการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ เรียกว่า “กระบวนพยุหยาตราชลมารค” นับว่าเป็นกระบวนเรือที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรม อันสูงส่งของชาติไทยสืบมาแต่โบราณกาล กระบวนเรือนี้ตามหลักฐานที่ปรากฏ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีชื่อเรียกว่า “กระบวนพยุหยาตราเพ็ชรพวง”

เรือโบราณที่แกะสลักปิดทองตกแต่งวิจิตรศิลป์อย่างงดงาม เช่น เรือสุพรรณหงส์ เรืออนันตนาคราช และเรืออเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น เป็นเรือสำหรับใช้ในการประกอบพระราชพิธีทางชลมารค เรียกว่า “เรือพระราชพิธี” เรือเหล่านี้แต่เดิมใช้เป็นเรือรบในสมัยโบราณ เรือรบสมัยโบราณของไทยมี 2 ประเภท คือ เรือในลำน้ำประเภทหนึ่ง และเรือรบทางทะเลประเภทหนึ่ง

ตามพงศาวดารเรือรบใช้ในลำน้ำมีมาก่อน เรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง ในสมัยโบราณการสงครามจึงใช้เรือรบประเภทใช้ในลำน้ำ เรือรบที่ใช้ในแม่น้ำเรียกว่า “เรือแซ” ใช้ตีกรรเชียงประมาณลำละ 20 กรรเชียง เป็นเรือซึ่งใช้ทั้งบรรทุกคนและบรรทุกของ เรือแซคนลงประจำลำได้น้อยและแล่นช้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงทรงคิดแบบเรือรบขึ้นอีก เป็นเรือยาวทำด้วยมาดไม้อย่างเดียวกับเรือแซ แต่เปลี่ยนเป็นใช้พาย ให้ทหารลงประจำลำได้มากตั้งลำละ 60 - 70 คน พายไปได้รวดเร็ว เรียกว่า “เรือไชย” เรืออีกชนิดหนึ่งทำรูปเรือเช่นเดียวกับเรือไชย แต่ให้หัวเรือกว้าง สำหรับตั้งปืนใหญ่ เหนือช่องปืนขึ้นไปทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีครุฑและกระบี่เป็นต้น เรียกว่า “เรือศีรษะสัตว์”

ในเวลาบ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม ก็ย่อมใช้เรือรบฝึกซ้อมกระบวนยุทธ์เป็นนิจ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำ เป็นเวลาราษฎรว่างการทำไร่นา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนทัพเรือ อาศัยฤดูกาลประจวบกับทอดกฐิน พระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายพระกฐิน โดยกระบวนเรือรบแห่แหนให้ไพร่พลรื่นเริงในการกุศล เป็นต้นแบบของประเพณีแห่เสด็จกฐินโดยกระบวนเรือสืบมาจนทุกวันนี้ รูปร่างเรือรบโบราณได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้งหลายคราว เมื่อใช้เรือเป็นกระบวนแห่ให้เป็นพระเกียรติยศก็มีการตกแต่งเรือให้งดงาม เช่น แต่งเรือไชยด้วยลวดลาย สลักเสลาให้เป็นเรือกิ่ง ตั้งบุษบกและแต่งเป็นเรือศรี เป็นต้น เป็นของแก้ไขเกิดขึ้นชั้นหลัง เราเรียกเรือพระที่นั่งกันหลายประเภท เช่นเรียกว่า เรือต้น เรือที่นั่ง เรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพระที่นั่งศรี เป็นต้น เรือที่กล่าวนี้คือเรือไชยนั่นเอง แต่ประดับประดาหรือสลักหรือเขียนลายเสียอย่างสวยงาม

เรือต้น คือเรือพระที่นั่งทรงของพระเจ้าแผ่นดิน แต่สมัยหลังความหมายของเรือประเภทนี้ได้เปลี่ยนไป หมายถึง เรือลำที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลำลองแปลงพระองค์ไปตรวจทุกข์สุขของราษฎร

เรือพระที่นั่งทรง คือเรือลำที่พระเจ้าแผ่นดินประทับ
เรือพระที่นั่งรอง คือเรือพระที่นั่งลำที่สำรองไว้สำหรับเรือพระที่นั่งทรงเกิดชำรุด
เรือพระที่นั่งกิ่ง คือเรือพระที่นั่งขึ้นทำเนียบชั้นสูงสุด โดยมีลวดลายอย่างสวยงามที่หัวเรือ
เรือพระที่นั่งศรี คือเรือพระที่นั่งซึ่งหัวเรือมีลวดลายสวยงาม สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้เวลาเสด็จลำลอง
เรือพระที่นั่งเอกชัย คือเรือพระที่นั่งชั้นเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง มีลายสลักหรือประดับให้สวยงามอย่างเรือพระที่นั่ง แต่ขั้นทำเนียบเป็นเรือพระที่นั่งเอกไชย

ตามประวัติได้มีการจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยต่างๆ ดังนี้

1. รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
2. รัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
3. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
5. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
6. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2500 ทางรัฐบาลได้รื้อฟื้นการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ แล้วได้จัดเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรก เรียกว่า พุทธพยุหยาตราทางชลมารค เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์ให้รื้อฟื้นการจัดประเพณีเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการเสด็จพระราชดำเนินถวายพระกฐิน ที่วัดอรุณราชวราราม ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีสืบมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคจนถึงปัจจุบันนี้ 6 ครั้งด้วยกัน คือ พ.ศ. 2502 , 2504 , 2505 , 2507 , 2508 และ 2510

การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เสด็จถวายพระกฐินตาม พ.ศ. ต่างๆ ที่ได้จัดไปแล้ว ถ้ามีพระราชประสงค์จัดในปีใด ทางสำนักพระราชวังจะได้ติดต่อประสานงานกับกองทัพเรือ และกรมศิลปากรให้ทราบล่วงหน้าก่อน เพื่อจะได้มีเวลาทันเตรียมการดำเนินงาน โดยมีการตรวจเรือพระราชพิธีซ่อมแซมเรือ จัดคนประจำเรือ ฝึกฝีพาย ฝึกซ้อมรูปกระบวนเรือ ตลอดจนการตกแต่งเรือให้พร้อมทันตามพระราชประสงค์ เรือพระราชพิธีนี้อยู่ในความดูแลรักษาของกองทัพเรือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 ต่อมากรมศิลปากรได้ขอรับจากกองทัพเรือไปดูแลรักษาไว้เป็นส่วนมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 การเก็บรักษาเรือพระราชพิธีทั้งหมด ปัจจุบันนี้ทางราชการได้เก็บไว้ที่โรงเรือในคลองบางกอกน้อย และโรงเรือที่ท่าวาสุกรี

การเสด็จพระราชดำเนินในงานพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินลงประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากท่าวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวราราม ส่วนการเสด็จกลับได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นท่าราชวรดิฐ ทุกครั้งที่มีพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนจะถึงเวลาที่กระบวนพยุหยาตราฯ จะเคลื่อนจากท่าวาสุกรี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือยนต์พระที่นั่งมาประทับที่ราชนาวิกสภา โดยกองทัพเรือเป็นผู้จัดสถานที่ถวาย เพื่อทอดพระเนตรเมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้ว ได้เสด็จกลับโดยเรือยนต์พระที่นั่งลำเดิม

เรื่องของเรือพระราชพิธีนี้ เป็นที่สนใจกันอย่ากว้างขวาง ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น แม้ชาวต่างประเทศซึ่งมีโอกาสได้เห็นได้ชมความงามของเรือหรือกระบวนเรือพระราชพิธีทางชลมารค ก็อดมิได้ที่จะตื้นเต้น ประทับใจ ทึ่งในความงามอันประณีต วิจิตร สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติของเราชาวไทยที่ควรภูมิใจและรักษาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ขึ้นชื่อว่าศิลปะของไทยแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ความงามที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อย ละมุนละไม สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของคนไทยว่า เป็นผู้มีความรู้สึกละเอียดอ่อน มีจิตใจเมตตา กรุณา มีความเป็นมิตร รักสันติ รักความสงบสุขและอิสระ ศิลปวัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามของไทยนั้นนับเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษของไทยมอบไว้ สมควรที่ลูกหลานไทยจะต้องช่วยกันรักษาและเชิดชูไว้ตลอดไป เพราะเมื่อไม่มีผู้ใดรู้จักสิ่งเหล่านี้ ก็แสดงว่าในโลกนี้ไม่มีคนไทยและชาติไทยอีกแล้ว จะไม่มีใครรู้เลยว่า ชาติไทยนั้นเป็นอย่างไร ศิลปวัฒนธรรมของไทยจึงมีความหมาย มีความสำคัญแก่คนไทยอย่างยิ่ง มีผู้กล่าวไว้ว่า “จากศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏแสดงให้โลกรู้ว่า ชาติไทยเป็นชาติอิสระที่เจริญด้วยศิลปะ และวัฒนธรรมอันสูงส่งมาแต่ปางบรรพ์โดยไม่ขาดสาย ฉะนั้น จึงควรที่ไทยจะได้ช่วยกันรักษามรดกอันยาวนานของเราไว้”

ภาพมุมสูงในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2429 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการพระราชพิธีมหาพิไชยมงคล ลงสรงสนานรับพระ
ปรมาภิไธย ในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระราชกุมารพระองค์ใหญ่ (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ)
 
ภาพในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของพระราชพิธีฉลองเฉลิมพระเกียรติในการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
อันยาวนานที่สุดยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในพระราชพงศาวดารในสยามประเทศ (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)

 ยอกรเหนือเกศก้ม       กราบยุคล
แทบบาทองค์ภูมิพล       ผ่านฟ้า
หกสิบวัสสานุสนธิ์       เสวยราชย์
เชิญเทพอวยชเยศหล้า       โลกพร้องพรถวาย
ยอกรขึ้นเหนือเกศ       กราบบทเรศองค์ภูมพล
หกสิบวัสสาดล       เป็นมงคลครองแผ่นดิน
เดชะพระบารมี       จำเริญศรีจำเริญสิน
เย็นจิตอยู่อาจิณ       ทุกธานินทร์เทิดพระนาม
คือแสงทิพย์ที่ส่องไทย       คือสายใยแห่งทวยสยาม
ยิ่งยาวยิ่งแวววาม       ยิ่งยาวยิ่งร่มเย็น
หัตถ์ทิพย์แห่งท่านไท้       กำจัดไข้กำจัดเข็ญ
ถอนทุกข์ขุกลำเค็ญ       เย็นทั่งหน้ามาทุกฉนำ
แผ่นดินที่ทรงครอง       แผ่นทองแผ่นดินธรรม
คราวเข็ญเข้าครอบงำ       ทรงดับเข็ญทุกคราวครัน
เหน็ดเหนื่อยนั้นหนักนัก       ทรงงานหนักอเนกอนันต์
วันพักเพียงสักวัน       ก็แสนน้อยดูนานเกิน
วังทิพย์คือท้องทุ่ง       ม่านงามรุ้งคือเขาเขิน
ร้อนหนาวในราวเนิน       มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์
ย่างพระบาทที่ยาตรา       ยาวรอบหล้าฟ้าสากล
พระเสโทที่ถั่งท้น       ถ้าไหลรวมคงท่วมไทย
ทรงธรรมโดย “ทรงทำ”       พระทรงนำอเนกนัย
ยึดรอยยุคลไคล       ย่อมคว้าชัยให้โลกชม
ยามภัยพิบัติเบียน       จำจนเจียนจวนจ่อมจม
ทรงเสกชีวิตตรม       ให้กลับฟื้นขึ้นยืนตน
ถิ่นโหยระหายหิว       ที่เหือดแห้งทุกแห่งหน
ย่อมชื้นด้วยหยาดชล       ที่ทรงชุบให้ฉ่ำทรวง
คือธารเมตตาธรรม       อันลึกล้ำทะเลหลวง
เอิบอาบกำซาบปวง       ทุกลมปราณด้วยปรานี
แผ่ผายข่ายการุณย์       เบิกบัวบุญพระบารมี
คุ้มครองป้องธาตรี       ให้บานชื่นรื่นเริงชนม์
ทศธรรมล้ำสถิต       ทศทิศไร้ทุกข์ทน
พระเดชอดุลย์ดล       ทั้งสากลจึงเกริกไกร
ข้าเจ้าเหล่านาวิน       ข้าแผ่นดินสำนึกใน
น้อมธรรมที่นำไทย       ถวายชัยธิราชา
ศีลสัตย์คือสายสร้อย       บรรจงร้อยแทนมาลา
บุญผองบำเพ็ญมา       น้อมบูชาเป็นราชพลี
เดชะพระไตรรัตน์       พระปรมัตถบารมี
เทวาทุกราศี       อัญเชิญช่วยอวยชัยถวาย
ขอจงทรงพระเจริญ       พระชนม์เกินร้อยปีปลาย
อาพาธพินาศหาย       ภัยพาลพ่ายพระภูมิพล
จงพระเสวยสวัสดิ์       พูนพิพัฒน์ผองศุภผล
พระหฤทัยไกลกังวล       ทุกทิพาราตรีกาล
พระประสงค์ทุกสิ่งเสร็จ       แม้สรรเพชญพระโพธิญาณ
ดำรงรัชย์ชัชวาล       ดั่งเวียงสวรรค์นิรันดร์เทอญ.

คือกาพย์เห่เรือ บทสรรเสริญพระบารมีซึ่งประพันธ์ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อใช้ประกอบการแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ไฮไลต์สำคัญเนื่องในงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในค่ำคืนของวันที่ 12 มิถุนายน 2549 ตั้งแต่บริเวณ ท่าวาสุกรีไปสิ้นสุดที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งถือเป็นมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก

จุดเด่นของการจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ครั้งนี้ นอกจากบทเห่เรือที่ได้รับการแต่งขึ้นใหม่โดยเฉพาะ และการแสดงประกอบแสง เสียงที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุด กว่าที่เคยมีการจัดมา เพื่อต้อนรับพระราชอาคันตุกะที่ทรงเสด็จร่วมงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีแล้ว ยังเป็นการจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธีขบวนใหญ่ ใช้เรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ (ครบทุกลำ) ใช้จำนวนฝีพายมากกว่า 2,000 นาย ซึ่งมีความยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้งจัดแสดงต้อนรับผู้นำเอเปค

ความเป็นมาของขบวนเรือพระราชพิธี กล่าวได้ว่า การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทย นับ ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล นอกจาก การเสด็จพระราชดำเนินทางบก ที่เรียกว่า พยุหยาตราสถลมารค แล้ว การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ หรือพยุหยาตราชลมารค ก็เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญยิ่งเช่นกัน โดยนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค น่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี (พ.ศ. 1800-1892) โดย ว่ากันว่า เริ่มจากการที่ พระร่วงได้นำเรือออกไปลอยกระทง หรือกระทำพิธี “จองเปรียง” ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามเพ็ญเดือนสิบสอง

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310) ซึ่งเป็นราชธานีที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลองหลายสาย ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็มีความใกล้ชิดกับสายน้ำในการสัญจร รวมทั้งในเวลาที่บ้านเมืองมีศึกสงครามก็จะใช้ขบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏว่ามีการสร้างเรือรบมาก มายในสมัยนั้น

ยามที่ว่างเว้นจากสงครามอันเป็นช่วงที่ราษฎรว่างเว้นจากการทำนา ในช่วงฤดูน้ำหลากอันเป็นช่วงเดียวกันกับพิธีทอดกฐินก็ได้มีการเรียกระดมพลฝึกซ้อมกระบวนเรือ โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค โดยจัดกระบวนเรือรบ แห่แหน เพื่อให้ไพร่พลได้รื่นเริง จึงได้จัดเป็นประเพณีสืบทอดมาตราบจนปัจจุบัน นอกจากนั้นกระบวนพยุหยาตราชลมารคในอดีตยังได้จัดในคราวที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นพระราชพิธี ตลอดจนโอกาสสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชา ภิเษก การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธ บาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้าประดิษ ฐานในเมืองหลวง การต้อนรับทูตต่างประเทศ

ทั้งนี้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏกระบวนพยุหยาตราฯ ครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยเสด็จพระราชดำเนิน ไปพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดบางหว้าใหญ่ และวัดหงส์ เมื่อวันพุธ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ เบญจศก พ.ศ. 2325

สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วจำนวน 14 ครั้ง เป็นการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) จำนวน 7 ครั้ง และการจัดกระบวน พยุหยาตราชลมารค (น้อย) จำนวน 7 ครั้ง ซึ่งการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งที่ 14 คือครั้งหลังสุด เป็นการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในเวลากลางคืนเป็นครั้ง แรก ส่วน การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนี้ใช้คำว่า “ขบวนเรือพระราชพิธี” แทนคำว่า “กระบวนพยุหยาตราชลมารค” เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จฯ ประทับมาในกระบวนฯ ด้วย.



 
 
     





 



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร


เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489
เป็นพระมหากษัตริย์ องค์ที่ 9 แห่ง พระบรมราชจักรีวงศ์
และได้ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493

ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นาปัปการ เพื่อพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติและนับถือศาสนาใด พระองค์ทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

จากพระราชกรณียกิจนานัปการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ก่อให้เกิด ความสงบสุขร่มเย็น ความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติไทย ทัดเทียมนานาอารยะประเทศจนมีคำกล่าวว่า “คนไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ” หรือ “ธ ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์"










 

           อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทองบนพื้นสีน้ำเงินเจือท อง อันเป็นสีประจำสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้อมด้วยเพชรอันเป็นเอกแห่งรัตนะ หมายว่า เหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญ อีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหาร ข้าราชบริพาร อันยอดฝีมือในการปฎิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่ง เหล่านี้เปรียบด้วยเพชรอันชื่อว่ารัตนะ แวดล้อมประดับพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้นอันเหนือยิ่งกว่าเพชรอันได้ชื่อว่ารัตนะทั้งปวงคือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราฎร์ ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุขเป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นกว่าปวงพระสกนิกรซึ่งต่างเชื้อศาสนาในพระราชอาณาจักรของพระองค์

อนึ่ง อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. นี้ ประดิษฐานบนพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎประพระอุณาโลม อันเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจสิริราชกุธภัณฑ์ แวดล้อมด้วยพระแสงขรรค์ชัยศรีและพระแส้ขนหางจามรีทอดสอดอยู่ในกงพระที่นั่งภัทรบิฐ เบื้องซ้ายแห่งพระมหาพิชัยมงกุฎ มีธารพระกรและพัชนีฝักมะขามทอดสอดอยู่เบื้องขวาแห่งกงพระที่นั่งภัทรบิฐอันประดิษฐานบนฐานเขียง ซึ่งทอดฉลองพระบาทประดิษฐานอยู่ เหล่านี้รวมเรียกว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบด้วยสิ่งอันแสดงความเป็นกษัตริย์ทั้ง ๕ คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ ๑ พระแสงขรรค์ชัยศรี ๑ ธารพระกร ๑ พัดวาลวิชนีและพระแส้ ๑ ฉลองพระบาท ๑ หมายถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ

ล่างลงมาเป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทองเขียนอักษรสีทอง ความว่า ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ปลายแห่งแพรแถบผูกเป็นภาพกระบี่ เป็นวานรกายขาว มือถือก้านลายซุ้มอันเป็นกรอบลายของตราสัญลักษณ์ ฯ อยู่ด้านขวา ส่วนด้านซ้ายปลายแพรแถบผูกเป็นภาพครุฑ เป็นครุฑหน้าขาวกายสีเสนปนทอง มือถือก้านลายกรอบแห่งตราสัญลักษณ์ ฯ พื้นภาพตราสัญลักษณ์ ฯ เฉลิมพระเกียรติทั้งหมดสีเขียวปนทอง อันหมายถึงสีสันอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ และยังหมายถึงสีของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แห่งผืนภูมิประเทศที่ทรงปกครองทำนุบำรุงอย่างหนักยิ่งมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริาชสมบัติมา ณ บัดนี้ถึงมหามงคลสมัยที่จะฉลองเฉลิมพระเกียรติในการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อันยาวนานที่สุดยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในพระราชพงศาวดารในสยามประเทศ




 



ดูบล็อกย้อนหลัง
มิถุนายน 2549 (2) |
เพื่อน

มีเพื่อน 1 คน

SportMania


/1
ดูรายชื่อเพื่อน

ในหลวงของเรา
อัลบั้ม
เริ่ม หยุด Prev Next
แสดงเต็มหน้าจอ