|
กระบวนเรือพระราชพิธี
จัดขึ้นด้วยความหมายเพื่อทำหน้าที่เป็นเรือประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับพระราชพิธีที่สำคัญยิ่ง ในการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ เรียกว่า “กระบวนพยุหยาตราชลมารค” นับว่าเป็นกระบวนเรือที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรม อันสูงส่งของชาติไทยสืบมาแต่โบราณกาล กระบวนเรือนี้ตามหลักฐานที่ปรากฏ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีชื่อเรียกว่า “กระบวนพยุหยาตราเพ็ชรพวง”
เรือโบราณที่แกะสลักปิดทองตกแต่งวิจิตรศิลป์อย่างงดงาม เช่น เรือสุพรรณหงส์ เรืออนันตนาคราช และเรืออเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น เป็นเรือสำหรับใช้ในการประกอบพระราชพิธีทางชลมารค เรียกว่า “เรือพระราชพิธี” เรือเหล่านี้แต่เดิมใช้เป็นเรือรบในสมัยโบราณ เรือรบสมัยโบราณของไทยมี 2 ประเภท คือ เรือในลำน้ำประเภทหนึ่ง และเรือรบทางทะเลประเภทหนึ่ง
ตามพงศาวดารเรือรบใช้ในลำน้ำมีมาก่อน เรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง ในสมัยโบราณการสงครามจึงใช้เรือรบประเภทใช้ในลำน้ำ เรือรบที่ใช้ในแม่น้ำเรียกว่า “เรือแซ” ใช้ตีกรรเชียงประมาณลำละ 20 กรรเชียง เป็นเรือซึ่งใช้ทั้งบรรทุกคนและบรรทุกของ เรือแซคนลงประจำลำได้น้อยและแล่นช้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงทรงคิดแบบเรือรบขึ้นอีก เป็นเรือยาวทำด้วยมาดไม้อย่างเดียวกับเรือแซ แต่เปลี่ยนเป็นใช้พาย ให้ทหารลงประจำลำได้มากตั้งลำละ 60 - 70 คน พายไปได้รวดเร็ว เรียกว่า “เรือไชย” เรืออีกชนิดหนึ่งทำรูปเรือเช่นเดียวกับเรือไชย แต่ให้หัวเรือกว้าง สำหรับตั้งปืนใหญ่ เหนือช่องปืนขึ้นไปทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีครุฑและกระบี่เป็นต้น เรียกว่า “เรือศีรษะสัตว์”
ในเวลาบ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม ก็ย่อมใช้เรือรบฝึกซ้อมกระบวนยุทธ์เป็นนิจ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำ เป็นเวลาราษฎรว่างการทำไร่นา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนทัพเรือ อาศัยฤดูกาลประจวบกับทอดกฐิน พระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายพระกฐิน โดยกระบวนเรือรบแห่แหนให้ไพร่พลรื่นเริงในการกุศล เป็นต้นแบบของประเพณีแห่เสด็จกฐินโดยกระบวนเรือสืบมาจนทุกวันนี้ รูปร่างเรือรบโบราณได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้งหลายคราว เมื่อใช้เรือเป็นกระบวนแห่ให้เป็นพระเกียรติยศก็มีการตกแต่งเรือให้งดงาม เช่น แต่งเรือไชยด้วยลวดลาย สลักเสลาให้เป็นเรือกิ่ง ตั้งบุษบกและแต่งเป็นเรือศรี เป็นต้น เป็นของแก้ไขเกิดขึ้นชั้นหลัง เราเรียกเรือพระที่นั่งกันหลายประเภท เช่นเรียกว่า เรือต้น เรือที่นั่ง เรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพระที่นั่งศรี เป็นต้น เรือที่กล่าวนี้คือเรือไชยนั่นเอง แต่ประดับประดาหรือสลักหรือเขียนลายเสียอย่างสวยงาม
เรือต้น คือเรือพระที่นั่งทรงของพระเจ้าแผ่นดิน แต่สมัยหลังความหมายของเรือประเภทนี้ได้เปลี่ยนไป หมายถึง เรือลำที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลำลองแปลงพระองค์ไปตรวจทุกข์สุขของราษฎร
เรือพระที่นั่งทรง คือเรือลำที่พระเจ้าแผ่นดินประทับ เรือพระที่นั่งรอง คือเรือพระที่นั่งลำที่สำรองไว้สำหรับเรือพระที่นั่งทรงเกิดชำรุด เรือพระที่นั่งกิ่ง คือเรือพระที่นั่งขึ้นทำเนียบชั้นสูงสุด โดยมีลวดลายอย่างสวยงามที่หัวเรือ เรือพระที่นั่งศรี คือเรือพระที่นั่งซึ่งหัวเรือมีลวดลายสวยงาม สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้เวลาเสด็จลำลอง เรือพระที่นั่งเอกชัย คือเรือพระที่นั่งชั้นเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง มีลายสลักหรือประดับให้สวยงามอย่างเรือพระที่นั่ง แต่ขั้นทำเนียบเป็นเรือพระที่นั่งเอกไชย
ตามประวัติได้มีการจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยต่างๆ ดังนี้
1. รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 2. รัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี 3. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 4. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 5. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 6. รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2500 ทางรัฐบาลได้รื้อฟื้นการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ แล้วได้จัดเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรก เรียกว่า พุทธพยุหยาตราทางชลมารค เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์ให้รื้อฟื้นการจัดประเพณีเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการเสด็จพระราชดำเนินถวายพระกฐิน ที่วัดอรุณราชวราราม ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีสืบมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคจนถึงปัจจุบันนี้ 6 ครั้งด้วยกัน คือ พ.ศ. 2502 , 2504 , 2505 , 2507 , 2508 และ 2510
การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เสด็จถวายพระกฐินตาม พ.ศ. ต่างๆ ที่ได้จัดไปแล้ว ถ้ามีพระราชประสงค์จัดในปีใด ทางสำนักพระราชวังจะได้ติดต่อประสานงานกับกองทัพเรือ และกรมศิลปากรให้ทราบล่วงหน้าก่อน เพื่อจะได้มีเวลาทันเตรียมการดำเนินงาน โดยมีการตรวจเรือพระราชพิธีซ่อมแซมเรือ จัดคนประจำเรือ ฝึกฝีพาย ฝึกซ้อมรูปกระบวนเรือ ตลอดจนการตกแต่งเรือให้พร้อมทันตามพระราชประสงค์ เรือพระราชพิธีนี้อยู่ในความดูแลรักษาของกองทัพเรือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 ต่อมากรมศิลปากรได้ขอรับจากกองทัพเรือไปดูแลรักษาไว้เป็นส่วนมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 การเก็บรักษาเรือพระราชพิธีทั้งหมด ปัจจุบันนี้ทางราชการได้เก็บไว้ที่โรงเรือในคลองบางกอกน้อย และโรงเรือที่ท่าวาสุกรี
การเสด็จพระราชดำเนินในงานพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินลงประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากท่าวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวราราม ส่วนการเสด็จกลับได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นท่าราชวรดิฐ ทุกครั้งที่มีพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนจะถึงเวลาที่กระบวนพยุหยาตราฯ จะเคลื่อนจากท่าวาสุกรี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือยนต์พระที่นั่งมาประทับที่ราชนาวิกสภา โดยกองทัพเรือเป็นผู้จัดสถานที่ถวาย เพื่อทอดพระเนตรเมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้ว ได้เสด็จกลับโดยเรือยนต์พระที่นั่งลำเดิม
เรื่องของเรือพระราชพิธีนี้ เป็นที่สนใจกันอย่ากว้างขวาง ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น แม้ชาวต่างประเทศซึ่งมีโอกาสได้เห็นได้ชมความงามของเรือหรือกระบวนเรือพระราชพิธีทางชลมารค ก็อดมิได้ที่จะตื้นเต้น ประทับใจ ทึ่งในความงามอันประณีต วิจิตร สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติของเราชาวไทยที่ควรภูมิใจและรักษาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ขึ้นชื่อว่าศิลปะของไทยแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ความงามที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อย ละมุนละไม สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของคนไทยว่า เป็นผู้มีความรู้สึกละเอียดอ่อน มีจิตใจเมตตา กรุณา มีความเป็นมิตร รักสันติ รักความสงบสุขและอิสระ ศิลปวัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามของไทยนั้นนับเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษของไทยมอบไว้ สมควรที่ลูกหลานไทยจะต้องช่วยกันรักษาและเชิดชูไว้ตลอดไป เพราะเมื่อไม่มีผู้ใดรู้จักสิ่งเหล่านี้ ก็แสดงว่าในโลกนี้ไม่มีคนไทยและชาติไทยอีกแล้ว จะไม่มีใครรู้เลยว่า ชาติไทยนั้นเป็นอย่างไร ศิลปวัฒนธรรมของไทยจึงมีความหมาย มีความสำคัญแก่คนไทยอย่างยิ่ง มีผู้กล่าวไว้ว่า “จากศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏแสดงให้โลกรู้ว่า ชาติไทยเป็นชาติอิสระที่เจริญด้วยศิลปะ และวัฒนธรรมอันสูงส่งมาแต่ปางบรรพ์โดยไม่ขาดสาย ฉะนั้น จึงควรที่ไทยจะได้ช่วยกันรักษามรดกอันยาวนานของเราไว้” |