บล็อก Blog
บล็อก Blog บล็อก บลอก บล๊อก หาเพื่อน บล็อก Blog  
  POPULATION
หน้าแรก อัลบั้ม ปฏิทิน เพื่อน บล๊อกโปรด สมุดเยี่ยม
ค้นหา    แบบละเอียด
ประวัติ
สถานที่ เชียงราย,
ดูรายละเอียดประวัติ
ประเทศจะพัฒนาแล้ว อิอิ
 
คุณสนใจการเมืองมากเท่าไหน






โหวต  ดูผลโหวต
ลิงค์ต่างๆ

ผู้จัดการ
ผู้จัดการ

มติชน
มติชน

ข่าวสด
ข่าวสด

บางกอกโพสท์
บางกอกโพสท์

เดลินิวส์
เดลินิวส์

กรุงเทพธุรกิจ
กรุงเทพธุรกิจ

ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติธุรกิจ

ไทยรัฐ
ไทยรัฐ

แนวหน้า
แนวหน้า

โพสต์ ทูเดย์
โพสต์ ทูเดย์

เดอะ เนชั่น
เดอะ เนชั่น

ไทยโพสต์
วิเคราะห์การเมือง

คมชัดลึก
คมชัดลึก

สยามธุรกิจ
สยามธุรกิจ

สยามกีฬา
กีฬา

ฐานเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ

บางกอกโพสต์ (ฉบับนักเรียนนักศึกษา)
บางกอกโพสต์ (ฉบับนักเรียนนักศึกษา)

เขาพระวิหาร

เหตุผลใดไทย จึงแพ้คดีปราสาทพระวิหาร



 

เขาพระวิหาร

บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ...คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็นเพราะว่า ประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก...

              ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลายเป็นหัวข้อที่สาธารณชนให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชายื่นเรื่องการขอเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตาม อนุสัญญา Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage โดยที่ประเทศไทยคัดค้านการยื่นฝ่ายเดียวของกัมพูชา โดยอ้างเรื่องความสมบูรณ์ทางวิชาการด้านโบราณคดีและการที่ทั้งสองประเทศยัง ตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับเขตแดน

           แม้คดีนี้จะผ่านความรับรู้ของคนไทยมายาวนานแล้วก็ตามแต่ปรากฏว่ามีคนไทยน้อยมากที่รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องนี้

           เหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็น เพราะว่าประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก

           และด้วยเหตุที่คนไทยรู้จักกับคดีนี้น้อย จึงอาจมีการบิดเบือนข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากคดีนี้มีสองประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณาคือ ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลและการพิจารณาขั้นเนื้อหา จึงขอแยกอธิบาย ดังนี้

  ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลโลก

           ประชาชนคนไทยมักจะสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมประเทศไทยต้องไปขึ้นต่อสู้คดีต่อศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีอธิปไตย มีเอกราช การขึ้นต่อสู้คดีของประเทศไทยมิเท่ากับเป็นการเสียเอกราชหรือ

           ประเด็นนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สลับซับซ้อน หากใช้ความรู้สึกชาตินิยมหรือสามัญสำนึกย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยต้อง ขึ้นศาลโลก ผู้เขียนจะขออธิบายช่องทางการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเสียก่อนว่ามีวิธีการใด บ้าง การยอมรับเขตอำนาจศาลโลกนั้นทำได้อยู่สามประการคือ

             ประการแรก การยอมรับเขตอำนาจการพิจารณาคดีโดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาใดอนุสัญญาหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า หากมีปัญหาในการตีความสนธิสัญญา ให้ศาลโลกเป็นผู้พิจารณา

             ประการที่สอง ประเทศคู่พิพาทตกลงทำความตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นเฉพาะกรณีๆ ไป กล่าวคือ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาแล้ว รัฐคู่พิพาทได้ทำสนธิสัญญายอมรับเขตอำนาจศาลเฉพาะข้อพิพาทนั้น และ

             ประการที่สาม รัฐได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนดไว้

           ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก (ทั้งศาลโลกเก่าและใหม่) ของประเทศไทยนั้นเป็นประเด็นที่คนไทยไม่ใคร่ได้กล่าวถึง อาจเป็นเพราะว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายมากเกินไปประชาชนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ สนใจ

           อีกทั้งทางการก็มิได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อสาธารณชน มากนักทั้งๆ ที่ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นประเด็นที่หากมีการกล่าวถึงในวงกว้างแล้วก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ เกี่ยวข้องได้ แต่เนื่องจากประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนจึงมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะข้ามไปได้จึงขอกล่าวถึง ดังนี้

           ประเทศไทยได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก ทั้งหมด 3 ฉบับ ดังนี้

             ฉบับแรกทำเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1929 และเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1930 โดยคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ "ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ" (Permanent Court of International Justice : PCIJ) เป็นเวลา 10 ปี

             ฉบับที่สอง รัฐบาลไทยทำคำประกาศโดยมิวัตถุประสงค์เพื่อ "ต่ออายุ" (renew) เขตอำนาจศาลโลกเก่า โดยคำประกาศฉบับที่สองนี้ทำเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1940 โดยคำประกาศที่สองนี้เริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1940

             ฉบับที่สาม รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1950 ซึ่งหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สอง (ที่ต่ออายุคำประกาศฉบับแรก) หมดอายุเป็นเวลา 14 วัน

           มีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ฝ่ายไทยนำมาอ้างก็คือ ศาลโลกเก่านั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1946 และตามธรรมนูญของศาลโลกใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ" (International Court of Justice : ICJ) นั้นมาตรา 36 วรรค 5 ได้กำหนดว่า ให้การยอมรับเขตอำนาจ "ศาลโลกเก่า" โอนถ่ายไปยัง "ศาลโลกใหม่" หากว่า คำประกาศนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือกล่าวง่ายๆ คือ ยังไม่ขาดอายุนั่นเอง

           ข้อต่อสู้เกี่ยวกับการคัดค้านเขตอำนาจศาลโลกใหม่ที่ทนายความฝ่ายไทยต่อ สู้ในชั้นของการคัดค้านเขตอำนาจของศาลโลกใหม่นั้นมีว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ยุติลงอันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดของศาล โลกเก่า ดังนั้น คำประกาศต่ออายุเขตอำนาจศาลโลกเก่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 จึงไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป

           อีกทั้งคำประกาศดังกล่าวมิใช่คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ ดังนั้น ศาลโลกใหม่จึงไม่มีเขตอำนาจ

           แต่ข้อต่อสู้นี้อ่อนมาก ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามที่รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 นั้น ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่ออายุยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ เพราะว่า คำประกาศฉบับที่สามนี้ ทำหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สองหมดอายุแล้วสองอาทิตย์

           ศาลโลกเห็นว่า สิ่งที่จะต่ออายุได้นั้น สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ มิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยก็รู้ดีว่าขณะที่ทำคำประกาศฉบับที่สามนั้นทำหลังจากที่ศาล โลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้วกว่าสี่ปี (ศาลโลกเก่าสลายตัวเมื่อปี ค.ศ.1946 แต่คำประกาศฉบับที่สามทำเมื่อปี ค.ศ.1950) ข้ออ้างของประเทศไทยจึงฟังไม่ขึ้น

           ประเด็นต่อไปมีว่า ในเมื่อคำประกาศฉบับที่สามฟังไม่ได้ว่าเป็นคำประกาศต่ออายุยอมรับเขตอำนาจ ศาลโลกเก่าแล้ว ผลในทางกฎหมายของคำประกาศฉบับที่สามคืออะไร ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามเป็นคำประกาศใหม่ ที่แยกเป็นเอกเทศออกจากคำประกาศฉบับแรกและฉบับที่สอง

           และหากพิจารณาเนื้อหาของคำประกาศที่สามแล้ว ศาลโลกเห็นว่า เป็นการประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ โดยอิงเงื่อนไขจากคำประกาศฉบับแรก

           ดังนั้น ศาลโลกจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาลโลกมีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่รัฐบาลกัมพูชาฟ้องรัฐบาลไทย ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของฝ่ายไทยฟังไม่ขึ้น


  ประเด็นเรื่องเนื้อหาของข้อพิพาท

           คําร้องของกัมพูชาที่สำคัญที่ให้ศาลโลกวินิจฉัยคือประเด็นที่ว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร การนำเสนอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนั้นมีดังนี้

           ฝ่ายไทยเสนอว่า หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ "สันปันน้ำ" (watershed) ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา

           ขออธิบายตรงนี้เลยว่าหลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาทวิภาคีในปี ค.ศ.1904 ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะกรรมการผสมขึ้น และไม่นานนัก คณะกรรมการชุดนี้ก็มิได้ทำงานอีกต่อไป ต่อมา ฝ่ายไทยได้ร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ขึ้น ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เจ้าปัญหาฉบับนี้ มีดังนี้

             ประการแรก แผนที่นี้เป็นการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้น แผนที่นี้ทำขึ้นที่กรุงปารีส การที่ประเทศร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่

             ประการที่สอง การปักปันเขตแดนแล้วลงมาตราส่วนลงในแผนที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีส่วนร่วมเลย

             ประการที่สาม การทำแผนที่นี้ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการผสมแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ผู้พิพากษาฟิสต์มอริสซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะกล่าวว่า คณะกรรมการผสมไม่เคยแม้แต่จะ "เห็น" แผนที่นี้ อย่าว่าแต่ "รับรอง" เลย เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวจากรัฐบาลไทย

             ประการที่สี่ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ประเทศไทยแพ้ก็คือ แม้ประเทศไทยจะไม่มีส่วนในการทำแผนที่ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยคัดค้านหรือประท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะทักท้วงหรือประท้วงถึงความคลาด เคลื่อนหรือความผิดพลาดของแผนที่

           โอกาสที่จะประท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ เช่น กรณีการเจรจาทำสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือกับประเทศฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1925-1937 แต่ไทยก็มิได้ทักท้วง

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า การนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่แล้ว จะมาปฏิเสธในภายหลังนั้น ไม่อาจกระทำได้ เป็นการปิดปากประเทศไทยว่าจะมาปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ไม่ได้

           ยิ่งไปกว่านั้น ทางการของไทยเองยังได้ทำแผนที่ใช้ขึ้นเองอีกด้วยในปี ค.ศ.1937 โดยแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ของไทยเป็นผู้จัดทำ ได้แสดงว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ประเด็นนี้ไทยอ้างว่า แผนที่ที่ไทยทำขึ้นเองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทหารเป็นการภายในเท่านั้น แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของไทยในประเด็นนี้

           เหตุผลประการหนึ่งที่ศาลโลกเห็นว่า ประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็คือ การที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ไปเยือนกึ่งเป็นทางการที่ปราสาทพระวิหาร ในครั้งนั้น กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารเกียรติยศรับการเสด็จอย่างเต็มที่ และยังชักธงชาติของประเทศฝรั่งเศสด้วย

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า เท่ากับประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ผู้พิพากษาศาลโลกท่านหนึ่งคือ ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยได้ทำความเห็นแย้งว่า ในเวลานั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย อีกทั้งพระองค์ยังตรัสว่า การมาเยือนปราสาทพระวิหารนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

           นอกจากนี้ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ไทยแพ้คดีอาจเป็นผลมาจากการตั้งรูปคดีที่ผิดพลาดมา ตั้งแต่ต้น แทนที่ประเทศไทยจะปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ ควรรับประเด็นเรื่องแผนที่ แล้วยกข้อต่อสู้ว่า ในกรณีที่ข้อความในสนธิสัญญาที่ให้ใช้ "สันปันน้ำ" แย้งกับ "แผนที่" ในกรณีนี้ให้ถือว่าข้อความในสนธิสัญญามีค่าบังคับเหนือกว่า

           ซึ่งอนุสัญญาแวร์ซายส์ มาตรา 29 ก็มีข้อความทำนองนี้ อีกทั้งก็มีคดีที่ศาลตัดสินให้ความน่าเชื่อถือของสนธิสัญญายิ่งกว่าแผนที่

            จริงหรือที่ "การนิ่งเฉย" หรือ "กฎหมายปิดปาก" มิใช่เป็นหลักกฎหมาย

           หลังจากที่ไทยแพ้คดี นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเวลานั้นกล่าวทำนองว่าศาลโลกนำหลักกฎหมายที่ไม่ชัดเจนมาตัดสินคดี ที่น่าคิดก็คือ ทำไมทนายฝ่ายไทยไม่ทราบ หรือว่า "หลักกฎหมายปิดปาก" หรือ "การนิ่งเฉย" นั้น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเคยนำมาใช้หลายคดีแล้ว

           อีกทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังได้เขียนบทความเรื่อง "หลักกฎหมายปิดปากที่ใช้ในศาลระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของหลักกฎหมาย ดังกล่าวกับการนิ่งเฉย" (Estoppel before Internationals and Its Relation to Acquiescence) เขียนโดยนักกฎหมายระหว่างประเทศชื่อ Bowett ลงในวารสาร British Yearbook of International Law ปี ค.ศ.1957 และบทความชื่อ "หลักกฎหมายปิดปากในกฎหมายระหว่างประเทศ" โดย Mcgibborn ในวารสาร International and Comparative Law Quarterly ปี 1958 ซึ่งตีพิมพ์ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินประมาณ 3-4 ปี

           ไม่อาจคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าฝ่ายไทยได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าฝ่ายไทยจะได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ทนายความของฝ่ายไทยน่าจะย่อมรู้ถึงหลักกฎหมายปิดปากเป็นอย่างดี

           เพราะหลักว่าด้วย "การถูกการตัดสิทธิ" (Preclusion) หรือ "การนิ่งเฉย" อาจเทียบได้หรือมีผลเท่ากันกับ "หลักกฎหมายปิดปาก" อันเป็นหลักกฎหมายอังกฤษ หรือแองโกลแซกซอน

  บทส่งท้าย

           สรุปเหตุผลที่แท้จริงที่ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหารคือ การยอมรับความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งศาลโลกเห็นว่า หลังจากที่ทำสนธิสัญญาประเทศสยามอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านความไม่ถูกต้องของ แผนที่ได้หลายครั้ง แต่ก็มิได้คัดค้าน จึงปิดปากประเทศสยามว่าต่อมาจะปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่ไม่ได้

           หากประเทศไทยจะเสียดินแดนอีกครั้งคงไม่ใช่เพราะนำข้อมูลการต่อสู้ทาง กฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือเกิดจากความไม่รักชาติ ไม่สามัคคีอย่างที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน (ซึ่งรวมถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ด้วย) แต่เกิดจากความไม่รอบคอบ ความประมาท และไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองมากกว่า เหมือนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสามจังหวัดภาคใต้ของเรา




ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
ยัน'รบ.ขิงแก่'ไม่เคยหนุนกัมพูชายื่นเขาพระวิหาร

ยัน'รบ.ขิงแก่'ไม่เคยหนุนกัมพูชายื่นเขาพระวิหาร [6 ก.ค. 51 - 16:31]

นายนรชิต สิงหเสนี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกิจการพหุภาคี เปิดแถลงข่าววันนี้ (6 ก.ค.) ว่า ได้รับมอบหมายจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสท์เชิร์ท ประเทศนิวซีแลนด์ พ.ศ. 2550 ที่ขณะนั้น ตนอยู่ในคณะผู้แทนฝ่ายไทยในฐานะปลัด กระทรวงการต่างประเทศ ที่ดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชา

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ตามหลักการไทยสนับสนุนกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ต้องดำเนินการร่วมกัน เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ อยู่ฝั่งไทย แต่กัมพูชาเห็นว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชายื่นขึ้นทะเบียนได้เอง ส่วนไทยจะยื่นเสนอจดทะเบียนเป็นเรื่องของไทยดำเนินการเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2550 พบว่า กัมพูชาเตรียมยื่นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว

นายนรชิต กล่าวอีกว่า ต้นปี 2550 กัมพูชาเตรียมยื่นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวและยื่นแผนที่ที่มีแนวกันชนที่ยื่นล้ำเขตเข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ทับซ้อน ดังนั้น ไทยจึงได้ประท้วงและชี้แจงประเทศต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ยังมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณดังกล่าว 

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ตนได้รับมอบหมายให้ชี้แจงกับนักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่กรมวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลี ที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ พบว่า คนเหล่านี้ มองปัญหาในเรื่องการรักษาด้านวัฒนธรรมว่า ควรจะได้รับจดทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่

สำหรับเรื่องปัญหาเขตแดนที่ได้เสนอไป นายนรชิต กล่าวว่า ได้รับคำตอบว่า ในธรรมนูญของมรดกโลกวรรค 11 (3) เห็นชัดว่า กรณีการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน หรือ วัตถุใด ในเขตที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนระหว่าง 2 ประเทศ การจดทะเบียนไม่มีผลต่อการอ้างสิทธิ์ดินแดนของแต่ละฝ่าย ที่เป็นเรื่องที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้ให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นถึงปัญหาในพื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นเรื่องยากที่ตัวแทนจากคณะกรรมการมรดกโลกจะเข้าใจ

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  กล่าวต่อว่า หลังการประชุมที่เมืองไครสท์เชิร์ท คณะกรรมการมรดกโลกมีมติการประชุม 5 ข้อ โดยสรุป ว่า 1.คณะกรรมการมรดกโลกได้ตรวจสอบเอกสารที่อ้างถึง WHC-07/31.COM/8B และ WHC-07/31.COM/INF.8B.1 2. ทั้ง 2 ประเทศได้รับทราบคำแถลงของประธานคณะกรรมการมรดกโลก โดยกัมพูชาและไทยได้เห็นพ้องด้วยแล้ว

นายนรชิต กล่าวถึงคำแถลงดังกล่าว ที่กัมพูชาและไทยได้เห็นพ้องกันแล้ว ว่า ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องกันว่า ปราสาทพระเขาวิหารมีคุณค่าสากลที่โดดเด่นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยเร็วที่สุด โดยกัมพูชาและไทยจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการในสมัยประชุมที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลก ในปี 2551 โดยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงคำแถลงต่อว่า นอกจากนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันว่า สิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ คือ การอนุรักษ์และจัดการประสาทพระวิหารอย่างแข็งขัน รวมทั้งให้มีการพัฒนาแผนการจัดการที่เหมาะสมตามกำหนด ส่วนมติการประชุมข้อที่ 3 นั้น ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการว่า ปราสาทเขาพระวิหารควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและที่ประชุมรับทราบว่า กระบวนการขึ้นทะเบียนอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

นายนรชิต กล่าวถึงมติการประชุมข้อที่ 4 ว่า คณะกรรมการมรดกโลกร้องขอกัมพูชาให้ทำการอนุรักษ์และบริหารจัดการปราสาทอย่างแข็งขัน โดยพัฒนาแผนบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อให้มีความคืบหน้าที่ทำให้ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 และ 5. กัมพูชาต้องเสนอรายงานความคืบหน้าต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 ก.พ. 2551

“เอกสารดังกล่าว มีเนื้อหาเพียงเท่านี้ โดยที่เนื้อหาดังกล่าว เป็นมติของคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ใช่ไทย หรือ กัมพูชาเป็นผู้เสนอเนื้อหาในเอกสาร แต่ 2 ประเทศเป็นเพียงผู้รับรองเนื้อหาในเอกสารเท่านั้น และทุกฝ่ายเห็นด้วยกับคุณค่าสากลที่โดดเด่นของปราสาทพระวิหาร แต่ว่า ยังมีปัญหาจึงต้องเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ ออกไป มาเป็นการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32” รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว 

เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีต รมว.การต่างประเทศ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับกัมพูชาขอยื่นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ตรงนี้ ขัดแย้งกับมติของคณะกรรมการมรดกโลกหรือไม่ นายนรชิต ไม่ตอบคำถาม แต่ตอบคำถามที่ว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีการลงนามระหว่างไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารหรือไม่ ว่า ไม่มีการลงนามของ 2 ประเทศแต่อย่างใด แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาดำเนินการ คือ การรับทราบคำแถลงการณ์ของคณะกรรมการมรดกโลกตามที่ไทยกับกัมพูชาเห็นพ้องแล้ว

ด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวด้วยว่า การวิพากษ์วิจารณ์การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการตีความทั้งด้านกฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ดังนั้น ขอให้ติดตามผลการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ที่จะมีขึ้นตรงกับวันที่ 6 หรือ 7 ก.ค. 2551 ตามเวลาประเทศไทย ที่ รมว.การต่างประเทศได้ยืนยันว่า ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ที่จะเคารพคำสั่งศาลปกครองกลาง

เพลง
การเมือง
การรวบรวม
สถิติรวม
เขียนบล็อก (12)
คอมเมนท์ (7)


หมายจับ! ทักษิณ - พจมาน ร่อนทั่วประเทศ



ทักษิณ ชินวัตร

 

หมายจับทักษิณ - พจมาน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่ส่งไปให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ดำเนินการออกประกาศจับแล้ว วันที่ 14 ส.ค.

 

          สตช. ออกหมายจับ “ทักษิณ – พจมาน” ร่อนทั่วประเทศ เร่งประสานอังกฤษส่งตัวฐานผู้ร้ายข้ามแดน 

          เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พล.ต.ท. วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แถลงว่า ขณะนี้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ ประกาศหมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา หลังจากที่ขัดคำสั่งศาลไม่มารายงานตัวระหว่างการพิจารณาคดีที่ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหา และแถลงลี้ภัยยังประเทศอังกฤษทั้งครอบครัว 

          รายละเอียดหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ หมายจับเลขที่ 2/2551 ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เลขคดีดำ 1/2550 เลขคดีแดง 1/2550 วันที่ออกหมาย 13 สิงหาคม 2551 ผู้ออกหมายนายทองหล่อ โฉมงาม ข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐฯ, ปฏิบัติหรือละเว้นฯ, มาตรา4,100 และ122 ตามเลขคดีที่ - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันเดือนปีที่เกิดเหตุ 11 สิงหาคม 2551  ภายในอายุความ 15 ปี วันขาดอายุความ 12 สิงหาคม 2566 
          
          รายละเอียดหมาย คุณหญิงพจมาน หมายจับเลขที่ 3/2551 ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เลขคดีดำ 1/2550 เลขคดีแดง 1/2550 วันที่ออกหมาย 13 สิงหาคม 2551 ผู้ออกหมายนายทองหล่อ โฉมงาม ข้อหา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ฯ ,และเป็นผู้สนับสนุนฯ, ,มาตรา4,100และ122 ตามเลขคดีที่ - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันเดือนปีที่เกิดเหตุ 11 สิงหาคม 2551  ภายในอายุความ 10 ปี วันขาดอายุความ 12 สิงหาคม 2561 
          
          จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันและให้ทุกหน่วยงานช่วยติดตามสืบจับ หากผู้ใดพบเห็น หรือทราบแหล่ง/สถานที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิดข้างต้นให้รีบแจ้งพนักงานสอบสวนหรือผู้รับผิดชอบ เพื่อจัดการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ประกาศ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2551  

          นอกจากนี้ สตช. เตรียมประสานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการขอให้ทางการอังกฤษส่งตัวทั้งคู่กลับมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

 

http://hilight.kapook.com/view/27700






 

ปีที่ 59 ฉบับที่ 18444 วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551

ปชป.ไล่ 'สมัคร' ลาออกแทนแก้ รธน. [21 ก.ค. 51 - 04:48]

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวตอบโต้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ยืนยันจะแก้รัฐธรรมนูญว่า นายสมัครแสดงทัศนคติในเรื่องนี้อย่างเด่นชัด ต้องการที่จะแก้ให้ได้ เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เป็นศัตรูและเป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน  ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้ร้ายกาจหรือเป็นอุปสรรคอะไรเลย เนื้อหากว่า 90% มาจากรัฐธรรมนูญปี 40 และผ่านการทำประชามติ  นอกจากนี้  ยังมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการอุดช่องโหว่เรื่ององค์กรอิสระ เชื่อว่าผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อร่างเสร็จแล้วใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่นายสมัครทึกทักเอาเองว่าผู้ร่างทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นกับดักเพื่อล้มล้างรัฐบาลชุดนี้ “ถ้านายสมัครเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรค ผมขอเสนอให้นายสมัครลาออก เพื่อเปิดทางให้บุคคลอื่นมาบริหารประเทศแทน จะได้พิสูจน์ว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการจริงหรือไม่” 

ท้าส่งศาล รธน.ตีความสถานะ ป.ป.ช.

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า กรณีที่นายสมัครระบุว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนั้น เป็นสิทธิของนายสมัครที่จะมองอย่างนั้น และคงเป็นเพราะ ป.ป.ช.กำลังทำคดีที่นายสมัครและคนของพรรคพลังประชาชนไปทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อีกทั้ง ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ สามารถแทรกแซงสั่งการได้ นายสมัครจึงปลุกระดมว่าองค์กรนี้ไม่มีความชอบธรรม แต่สำหรับตนเห็นว่า ป.ป.ช. มาโดยถูกต้อง  แม้จะมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติ แต่ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจในขณะนั้น อีกทั้งมีรัฐธรรมนูญมาตรา 309 มารองรับองค์กรเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตามถ้านายสมัครเห็นว่า ป.ป.ช.มีที่มาโดยไม่ชอบ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ ป.ป.ช.ได้ 

ได้ฤกษ์ยื่นถอดถอน “ชัย” 23 ก.ค.

นายสาธิตยังกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ถือหุ้นโรงโม่หินศิลาชัย บริษัทที่ได้รับประทานบัตรจากรัฐว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) มีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าไม่ให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นสมาชิกรัฐสภา คู่สมรส หรือบุตร เข้าไปหาประโยชน์ หรือแทรกแซงการบริหารให้เกิดประโยชน์ในบริษัท ทั้งนี้ ยืนยันว่าการยื่นเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การจะมาฆ่ากันให้ตาย แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป ซึ่งการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมี 2 ช่องทางที่จะดำเนินการ โดยในวันที่ 23 ก.ค. เวลา 09.30 น. จะประสานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นเรื่องดังกล่าว แต่ถ้านายชัยไม่รับเรื่อง ก็จะไปยื่นเรื่องต่อ กกต.เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป สำหรับรายชื่อขณะนี้ที่ต้องรวบรวมให้ได้ 1 ใน 10 ของสภาฯ คือ 48 คนนั้น ตอนนี้รวบรวมได้ 30 คนแล้ว คาดว่าจะสามารถเข้าชื่อยื่นได้ครบตามจำนวนแน่นอน

 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=97749

 

แสดงความคิดเห็นของกลุ่มเรื่อง ปชป.ไล่ 'สมัคร' ลาออกแทนแก้ รธน.

นาย ชูชาติ มวลจันทร์  5131601305

                             ความคิดเห็นเกี่ยวกับ  ปชป ไล่ นายสมัครออกแทนการแก้  รธน ปี 50     นั้นเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติ และประชาชน หรือ เป็นประโยชน์ต่อพรรคพวกของตนเอง ในการในการที่จะแก้ รธน  ในความคิดของข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการแก้  รธน  เพราะจะเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ของผู้เรื่องแก้ รธน เอง  ช่องว่างในการบิดเบื่อนเรื่องต่างๆ

                             ในส่วนของ ปปช  ไม่คมีรัฐบาล มาแทรกแซงควรจะเป็นองค์อิสระ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการเปิดโลกทรรศในการเมือง ในการปฏิบัติงานของรัฐบาล  

                              นายยสาธิต ยื่นถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ถือหุ้นโรงโม่หินศิลาชัย บริษัทที่ได้รับประทานบัตรจากรัฐว่า มีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าไม่ให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นสมาชิกรัฐสภา คู่สมรส หรือบุตร เข้าไปหาประโยชน์ หรือแทรกแซงการบริหารให้เกิดประโยชน์ในบริษัท  เป็นการกระทำผิดตามตัวบทกฎหมาย  เป็นความผิดที่ชัดแจ้ง  ตาม กม รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2)เรื่องนี้ควรจะมีการได้รับการวินิจฉัย  อย่างชัดเจน      

     

นายประสพโชติ    ปรีชาวรพิชญ์    ID  5131601387

             รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  การที่จะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ได้เพราะเวลาเดินไปข้างหน้าอาจจะทำให้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพในการปกครอง   แต่การที่จะแก้ไขอะไรบ้างอย่างต้องมีเหตุผล  แล้วยิ่งเรื่องใหญ่อย่างนี้ก็ต้องคิดหลายๆด้านเพราะจะมีผลตามมาไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการต่างประเทศ แล้วในด้านอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญ  ความคิดเห็นของทุกคนเป็นสิ่งที่ไม่ผิดเพียงแต่ว่าใครจะถูกในสถานการณ์ตอนนั้น  หรือคนที่แสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดแต่อาจจะไปถูกได้ในอนาคตก็ได้  จึงไม่สมควรที่จะสรุปเรื่องนี้ในเร็วไว  ขอให้ลงประชามติเพื่อถามประชาชนไม่ใช่ถามใจตัวเองจะเป็นการดีกว่า

                            ในเรื่องป.ป.ช.นั้นตามรัฐธรรมนูญ  พุทธศักราช  2550มาตรา 309 มีหลักว่าบรรดาการใดๆที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ การที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ท้านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานะ ป.ป.ช.  ก็ต้องอยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะส่งหรือเปล่า  แล้วถ้าส่งไปก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

                                นายสาธิตยื่นถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎที่ถือหุ้นโรงโม่หินศิลาชัย บริษัทที่ได้รับประทานบัตรจากรัฐว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2)มีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าไม่ให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นสมาชิกรัฐสภา คู่สมรส หรือบุตร เข้าไปหาประโยชน์ หรือแทรกแซงการบริหารให้เกิดประโยชน์ในบริษัท สามารถยื่นถอดถอนตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาได้แต่ก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ

 

 

 

 





พันธมิตรเตรียมล่าชื่อถอดถอน ผู้พิพากษาที่ตัดสินให้เปิดถนน
โดย คม ชัด ลึก วัน อังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 11:33 น.
จำลอง นำ 3 ยุทธศาสตร์ ขอความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม เตรียมล่ารายชื่อยื่นถอดถอด 2 ผู้พิพากษาศาลแพ่ง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
(8ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า ยังมีการเตรียมความพร้อมจัดสถานที่ของผู้ชุมนุม ทั้งการเตรียมอาหารและการรักษาความปลอดภัย ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดูแล พื้นที่อย่างเข้มงวด ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา โดยจัดกำลังเฝ้าดูแลบริเวณทำเนียบและเฝ้าระวังบริเวณรั้วเหล็ก ที่ขวางการชุมนุมของพันธมิตร ฯ

ต่อมา เวลา 10.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ภายหลังศาลแพ่ง มีคำสั่งให้เปิดการจราจรทุกช่องทางว่า วันนี้พันธมิตรฯ จะมีมาตรการ 3 เรื่อง คือ 1. กลุ่มพันธมิตรฯ จะทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมทุกท่าน อาทิ อธิบดีผุ้พิพากษาศาลแพ่ง และอธิบดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้ 2.กลุ่มพันธมิตรฯจะขอรายชื่อของประชาชนให้ครบ 20,000 คน เพื่อยื่นต่อรัฐสภา ให้ถอดถอนผู้พิพากษา 2 ท่าน ที่ตัดสินคดีของพันธมิตรฯ โดยเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 3. วันนี้จะมีทหารยศพล.อ.ที่รับราชการอยู่ ขึ้นเวทีปราศรัย เนื่องจากมีความอัดอั้นตันใจ กรณีเขาพระวิหาร

พล.ต.จำลอง กล่าวยอมรับคำตัดสินของศาลแพ่งที่ตัดสินให้รื้อย้ายเวทีเปิดเส้นทางจราจร แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเห็นว่ามีสิทธิ์ที่จะยื่นขอความเป็นธรรมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันยังแสดงความมั่นใจว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ จะไปที่ไหนก็ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ม.63 ที่ประชาชนจะสามารถชุมนุมโดยสงบที่ไหนก็ได้

"ผมจะรีบนำจดหมายไปยื่นกับผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่าน ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลแพ่ง ที่ทำให้เราเดือดร้อน ไม่ให้ใช้ถนนทั้งที่การชุมนุมในโลกนี้ล้วนแต่ใช้ถนน" พล.ต.จำลอง

 

http://news.sanook.com/politic/politic_284454.php

 

ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงประชามติ

หน้า24

ส่วนที่ 11

เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

                    มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                    การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ  และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ  หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม  หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

หน้า 143

ส่วนที่ 3

การถอดถอนจากตำแหน่ง

                  มาตรา270 ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

                    บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน

(๒)  ผู้พิพากษาหรือตุลากาล พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

แสดงความคิดเห็นของกลุ่มเรื่องข่าวพันธมิตรเตรียมล่าชื่อถอดถอน ผู้พิพากษาที่ตัดสินให้เปิดถนน

ชื่อ นาย นันทวุฒิ  งบไธสง   ID 5131601366

                   การที่พันธมิตร ต้องการล่าลายชื่อถอดถอน ผู้พิพากษาศาลแพ่ง  ในความคิดของผมซึ่งเป็นคนกลางคนหนึ่งขอให้ความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมในเมื่อกลุ่มพันธมิตรไปชุมนุมปิดถนน ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันไปทั่ว ซึ่งถ้าดูอีกมุมหนึ่ง การชุมนุมแบบพันธมิตรไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสงบเรียบร้อยเลย และที่สำคัญการที่ผู้ใดจะมาเป็นผู้พิพากษาได้นั้น ไม่ใช่เป็นกันได้ง่ายๆ และอยากจะเอาใครมาเป็นก็ไม่ได้  การตัดสินของผู้พิพากษาย่อมเป็นธรรมและเชื่อถือได้โดยใช้หลักกฎหมายอันชอบธรรม คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่สิ้นสุด

นาย ชูชาติ  มวลจันทร์   ID 5131601305

                   ศาลได้ตัดสินได้ถูกต้อง เพราะแกนนำพันธมิตรได้ปิดกั้นถนน ผิดกฎหมาย พ...การจราจร และเป็นการรบกวนทางเสียง ทำให้ประชาชนบริเวณนั้นเดือดร้อน ศาลได้ทำถูกต้อง มีคำวินิจฉัยถูกต้องให้พันธมิตรสลายการชุมชนเพราะเป็นการชุมนุมของพันธมิตร สร้างความเดือนร้อนอย่างกว้างขวาง   

                   ในส่วนของการถอดถอน ผู้พิพากษา โดยการล่ารายชื่อนั้นเป็นการไม่สมควรเพราะคำวินิจฉัยของศาลนั้นได้วินิจฉัยโดยยึดหลักของกฎหมาย จึงไม่สามารถถอดถอนได้

ชื่อนายประสพโชติ    ปรีชาวรพิชญ์   ID 5131601387

                  พันธมิตรเตรียมล่าชื่อถอดถอน ผู้พิพากษาที่ตัดสินให้เปิดถนนผมมีความคิดเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเพราะผู้พิพากษาทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ต้องเคารพ เชื่อฟังและประพฤติ ปฏิบัติตามในคำตัดสิน   ในการที่บอกว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จะไปที่ไหนก็ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา63 ที่ประชาชนจะสามารถชุมนุมโดยสงบที่ไหนก็ได้ ผมว่ามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแต่สิทธินั้นกระทำไปแล้วเดือนร้อนกับผู้อื่นกระทำนั้นทำให้ไปละเมิดกับบุคคลที่เสียผลประโยชน์ได้เพราะการชุมนุมจะต้องมีการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันจนบ้างครั้งมีเสียงดังมากก็เป็นได้  แล้วบริเวณนั้นมีสถานศึกษาอยู่ทำให้การเรียนการสอนเกิดปัญหาได้   ประชาชนที่จะต้องใช้ทางสายนั้นก็เกิดปัญหาในการเดินทาง  จึงไม่สมควรที่จะชุมนุม  ส่วนในเรื่องการถอดถอนผู้พิพากษาที่ตัดสินให้เปิดถนนโดยขอรายชื่อของประชาชนให้ครบ 20,000 คน เพื่อยื่นต่อรัฐสภา ให้ถอดถอนผู้พิพากษา 2 ท่าน ที่ตัดสินคดีของพันธมิตรฯ โดยเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา270 ผมว่าใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา270ได้  แต่สิ่งสำคัญคือการกระทำใดๆกระทำแล้วไม่เดือนร้อนต่อบุคคลอื่นจากการกระทำนั้นก็ย่อมกระทำได้ 

 

                                ชื่อนายศิวฤทธิ์       ปิ่นทอง     ID  5131601515

                    ผมคิดว่าไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งนอกจากจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย  ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ต่อสังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ   เราต้องสำนึกและตระหนักถึงกฎหมายของบ้านเมืองที่วางไว้  เพื่อดำรงซึ่งความยุติธรรม  ความมั่นคงของชาติ   มิฉะนั้นประเทศของเรา ก็จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาล้าหลัง  ไม่รู้จักแก้ไขปรับปรุง   ทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่   ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง   การตัดสินของผู้พิพากษาถือเป็นการตัดสินที่ยุติธรรม  เที่ยงตรง แสดงออกถึงความซื่อสัตย์  ในการเป็นผู้แทนขององค์พระมหากษัตริย์  เพื่อดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง

ชื่อ  นาย เกรียงไกร  ภูผาวงศ์          ID    5131601250

                          ผมคิดว่าคำพิพากษาศาลถูกต้องและเป็นธรรมเเล้ว    เนื่องจากการชุมนุมของพันธมิตรสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นอันมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจราจร  นอกจากสร้างความเดือดร้อนแก่การจราจรแล้ว  ยังผิดกฎ หมาย พระราชบัญญัติการจราจรอีกด้วย  ถึงแม้การชุมนุมจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแต่สร้างความเดือดร้อนเเก่สาธารณะชน จึงเป็นการสมควรที่ศาลตัดสินให้เปิดถนน การล่ารายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนผู้พิพากษาจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง  พันธมิตรควรจัดการชุมนุมที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่คัดต่อรัฐธรรมนูญ และควรคิดว่า ศาลใช่ตัดสินเพราะอารมณ์หรือเพราะไม่อยากให้ชุมนุม  แต่ศาลตัดสินโดยใช้เหตุผล  ตามรัฐธรรมนูญ และยึดหลักประชาธิปไตย เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะชน 

          ชื่อ  นาย กิตติคุณ  นุผัด               ID 5131601244

ผมคิดว่าการที่ พล.ต. จำลอง  ศรีเมือง ได้ล่ารายชื่อรายเพื่อจะถอดถอน ผู้พิพากษาศาลแพ่ง 2 ท่านนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะว่า คำว่า ประชาธิปไตย นั้น ประกอบไปด้วยอำนาจ 3 ประการ ประกอบด้วย

1.     อำนาจนิติบัญญัติ มีหน้าที่ บัญญัติกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ โดยใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา

2.     อำนาจบริหาร มีหน้าที่ บริหารประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการ

3.     อำนาจตุลาการ เป็นการใช้อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้พิพากษาเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์

ทั้ง 3 อำนาจนี้จะถ่วงดุลกัน เพื่อที่จะไม่ให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขตของตน และการที่ศาลแพ่งได้พิพากษาให้เปิดถนนนั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะการปิดถนนนั้นทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ราชการที่อยู่บริเวณนั้น ฉะนั้น พล.ต. จำลอง ก็ควรที่จะยอมรับและเคารพคำพิพากษาดังกล่าว เพราะผู้พิพากษานั้นเป็นตัวเเทนของพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องเคารพ

 

 

 

 

 

 





                                                                                                                                                           

DSC02659.JPG

ชื่อ  นาย เกรียงไกร   ภูผาวงศ์    ชื่อเล่น  อู๊ด

ID  513 1601 250

จาก  จังหวัด กาฬสินธุ์

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา   นิติศาสตร์

วันเกิด  31  กรกฎาคม  .. 2532

ที่อยู่ 212 หมู่ 7.เขาพระนอน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ 46120

e-mail  kriangkrai2988@hotmail.com

เบอร์โทรศัพท์  0847591398

โรคประจำตัว    -

อาหารที่ชอบ ไก่ย่าง ส้มตำ

ผลไม้ที่ชอบ  ขนุน ทุเรียน

คติประจำใจ  Nothing come  easily if  you don’t try .

                                            

DSC02662.JPG 

ชื่อ นาย กิติคุณ   นุผัด   ชื่อเล่น  จอม

ID 513 1601 244

จากจังหวัด   พิจิตร

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา  นิติศาสตร์

วันเกิด  10  มกราคม  2534

ที่อยู่  30/2  หมู่ 1.หนองโสน อ.สามง่าม  . พิจิตร 66140

e-mail  jom_phc@msn.com

เบอร์โทรศัพท์ 0899578373

โรคประจำตัว -

อาหารที่ชอบ   ไก่ทอด

ผลไม้ที่ชอบ   มะม่วง

คติประจำใจ  การที่จะได้ต้องรู้จักการให้

IMG0135A.jpg

ชื่อ  นาย  ประสพโชติ  ปรีชาพิชญ์  ชื่อเล่น  เฟิร์ส

ID  513 1601 387

จากจังหวัด  พิจิตร

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา  นิติศาสตร์

วันเกิด  8  ธันวาคม  .. 2532

ที่อยู่  122.9.เมืองเก่า อ.เมือง จ.พิจิตร 66000

e-mail  preechawaraphit@hotmail.com

เบอร์โทรศัพท์  0858786189

โรคประจำตัว

อาหารที่ชอบ  เย็นตาโฟ  เส้นเล็ก

ผลไม้ที่ชอบ   แตงโม

คติประจำใจ   ชีวิตมันต้องเสี่ยง เสี่ยงไม่ได้ต้องลุย

DSC02660.JPG

ชื่อ นาย ศิวฤทธ์  ปิ่นทอง  ชื่อเล่น  หยก

ID  5131601515

จากจังหวัด  เชียงใหม่

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา   นิตาสตร์

วันเกิด  25 กันยายน  ..2530

ที่อยู่  250/142 หมู่ 3 .หนองคาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่  50230

e-mail   smoot.clash@hotmail.com

เบอร์โทรศัพท์  0841727002

โรคประจำตัว   แพ้คนสวย

อาหารที่ชอบ  ยำสาวกรอบ

ผลไม้ที่ชอบ  ส้ม

คติประจำใจ  ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เหมือนในวันสุดท้าย ก่อนไปสู่สุคติ

 

Image(117).jpg

ชื่อ นาย นันทวุฒิ  ชื่อเล่น  เติ้ล

ID  5131601366

จากจังหวัด  เชียงใหม่

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา   นิตาสตร์

วันเกิด  25 กันยายน  ..2530

ที่อยู่  333 หมู่ 1  .ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย  50230

e-mail   tle _mfu@hotmail.com

เบอร์โทรศัพท์  0814693492

โรคประจำตัว   -

อาหารที่ชอบ  ข้าวผัดหมู

ผลไม้ที่ชอบ  ส้มเช้ง

คติประจำใจ  เก่งไม่กลัว กลัวขยัน

 

Image(118).jpg

  ชื่อ นาย ชูชาติ  มวลจันทร์  ชื่อเล่น  โต๋

ID  531601305

จากจังหวัด เชียงใหม่

สำนักวิชา  นิติศาสตร์

สาขาวิชา  นิติศาสตร์

ที่อยู่  333 ม.1 ต. ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย 57100

 กีฬาที่ชอบ ฟุตบอล

อาหารที่ชอบ หมูกระทะ

เวลาว่าง เล่นคอมพิวเตอร์

 





วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6432 ข่าวสดรายวัน


ศาลชี้เขาวิหารขัดรธน. ยื่นถอดครม.


ลงมติ8-1ต้องผ่านสภา! ปชป.-สว.ได้ช่องบี้รัฐบาล "หมัก"ปลอบรมต.สบายใจ แต่"นพดล"ต้องรับผิดชอบ เขมรฉลองใหญ่มรดกโลก




เขมรฉลอง- ชาวกัมพูชาเดินขบวนเฉลิมฉลอง ตีกลองร้องรำทำเพลงในบริเวณ "พซ่าทเมย" ตลาดขายสินค้าชื่อดังในกรุงพนมเปญ หลังจากองค์การยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ล่าสุด ตามข่าว

ศาลรธน.ชี้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เรื่องเขาพระวิหารขัดรธน. มีมติ 9 ต่อ 0 ถือเป็นสนธิสัญญา ตามด้วยมติ 8 ต่อ 1 ต้องผ่านความเห็นชอบสภา "หมัก"ลั่นในครม."นพดล"ต้องรับผิดชอบ กลับมาถูกหวยแน่ แต่รมต.คนอื่นสบายใจได้ ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา "ชูศักดิ์"แจ้งเตรียมรับมือส.ส. 1 ใน 4 ยื่นถอดถอนต่อวุฒิสภา เมื่อส.ว.พิจารณาแล้วส่งต่อ ป.ป.ช.ถ้ารับเรื่องไว้ ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที รมต.รู้ข่าวถึงเครียดปลอบใจกันเอง "มาร์ค"ประเดิมถอดถอน"นพดล" พร้อมหาช่องทางกฎหมายเอาผิด ครม. ขณะที่ส.ว.จี้รมว.ต่างประเทศลาออกแสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องรอถอด เตรียมร้องป.ป.ช.เอาผิดทางอาญาเพื่อส่งศาลฎีกาฯเชือดยกทำเนียบฯ เขมรฉลองใหญ่หลังปราสาทพระวิหารได้เป็นมรดกโลก "ฮุนเซน"แถลงไทยสบายใจได้ไม่มีปัญหาขัดแย้ง 2 ประเทศแน่

-ศาลรธน.ชี้แถลงการณ์ไทย-เขมร

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายชัช ชลวร เป็นประธาน ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาคำร้องของประธานวุฒิสภา ที่ส่งคำร้องของส.ว. 77 คน และ ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องของส.ส. 151 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ 18 มิ.ย.2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตามมาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่

-ถือเป็นสนธิสัญญาต้องผ่านสภา

จากนั้นนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังประชุมว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ 18 มิ.ย.2551 มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 และเป็นไปตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 และที่ 33/2543 จึงเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญด้วยมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเสียงข้างน้อย คือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ เห็นว่าแม้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เข้าข่ายหนังสือสัญญา แต่ไม่ต้องรับการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยคำวินิจฉัยจะมีผลทันทีหลังจากลงมติ ภายในวันนี้จัดทำคำวินิจฉัยกลางให้เสร็จสิ้น และจัดส่งไปยังประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบอย่างช้าภายในวันที่ 9 ก.ค.

-ไม่ตอบมติครม.ไม่ชอบด้วยหรือไม่

นายไพบูลย์ปฏิเสธตอบคำถามถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่าส.ส.และส.ว. สามารถยื่นถอดถอนรมว.ต่างประเทศและครม.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 หรือ ไม่ และถือว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่ครม.ให้ความเห็นชอบในการลงนามของรมว.ต่างประเทศถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยระบุเพียงว่าศาลพิจารณาตามขอบเขตอำนาจศาลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เสร็จสิ้นแล้ว คำวินิจฉัยมีความชัดเจนว่าการจะลงนามในแถลงการณ์ร่วมต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ขั้นตอนหลังจากนี้ถือเป็นเรื่องที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการ เพราะความรับผิดชอบอื่นอยู่นอกเขตอำนาจศาล ไม่สามารถก้าวล่วงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังแถลงข่าวผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลา การแต่ละคน โดยเฉพาะนายเฉลิมพลตุลาการเสียงข้างน้อย ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าใกล้ตุลาการ รวมทั้งนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรม นูญ เดินตามประกบตุลาการแต่ละคนเพื่อกันสื่อมวลชนเข้าถึงตัวตุลาการ ผู้สื่อข่าวต้องใช้วิธีตะโกนพูดคุยกับตุลาการ แตกต่างจากตุลาการทุกชุดที่ผ่านมา ซึ่งพร้อมเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตนภายหลังการแถลงไม่ว่าจะเป็นเสียงส่วนมากหรือเสียงส่วนน้อย ทั้งที่มาแจกด้วยตนเอง หรือให้เจ้าหน้าที่มาดำเนินการให้

-"หมัก"บอก"นพดล"ต้องรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมครม.วันเดียวกันนี้สิ้นสุดลงเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. จากนั้นนายกรัฐมนตรีและครม.บางส่วนรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา เรื่องปราสาทพระวิหารเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 รัฐมนตรีส่วนใหญ่หลบผู้สื่อข่าวมาขึ้นรถที่ชั้นใต้ดินของอาคารสำนักเลขา ธิการครม. โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่บอกว่าให้นายกฯ และทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ครม.ประ ชุมเมื่อเวลา 09.30 น. ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวกับครม.ถึงศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา ถือเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ตามมาตรา 190 ว่า "คนที่ต้องรับผิดชอบคือนายนพดล(ปัทมะ) ถ้าศาลมีคำสั่งว่าขัดรัฐธรรมนูญ นพดลถูกหวยแน่ ต้องรับผิดชอบ ส่วนครม.คนอื่นๆ ไม่โดนแน่ ถ้าโดนประเทศชาติก็จะแย่ จะบริหารได้อย่างไร "

จากนั้นครม.พิจารณาระเบียบวาระประชุมตามปกติ แต่ระหว่างพิจารณาวาระเรื่องข้าวนั้น นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรฯ จากพรรคชาติไทย เดินไปรับโทรศัพท์นอกห้องประชุม แล้วเดินเข้ามากระซิบนายสมัครที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ จากนั้นนายสมัครแจ้งกับครม.ทันทีว่าตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 ว่าขัดรัฐธรรมนูญแล้ว หลังนายสมัครพูดจบ รมต.ต่างอึ้งกันทันที และหันไปพูดคุยกันด้วยสีหน้ากังวล อย่างไรก็ตามนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่าขั้นตอนต่อไปหากดำเนินการตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ส.ส. 1 ใน 4 หรือ 120 คนต้องยื่นเรื่องไปยังส.ว.เพื่อขอให้ถอดถอนครม. เมื่อส.ว. พิจารณาแล้วประธานวุฒิสภาจะส่งมาที่ ป.ป.ช.เพื่อไต่สวนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลัง จากป.ป.ช.มีมติ จะส่งกลับมาให้ส.ว.อีกครั้งเพื่อใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 90 คนถอดถอน

-รมต.เครียดปลอบใจกันเอง

นายชูศักดิ์ชี้แจงอีกว่า แต่ที่น่าห่วงคือถ้าป.ป.ช. รับพิจารณาและชี้มูลความผิดตามคำร้อง ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ช่วงนั้นถือเป็นสุญญากาศ ประเด็นข้อกฎหมายตรงนี้ขอฝากคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษาว่าการปฏิบัติหน้าที่ของครม.ต้องหยุดทันที และช่วงนั้นการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร รวมถึงช่วงระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เพราะท้ายที่สุดเมื่อป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาให้ส.ว. เพื่อใช้เสียง 3 ใน 5 ถอดถอน ทั้งนี้เมื่อนายชูศักดิ์พูดจบ นายสมัครพูดว่า "คราวนี้จะได้วัดใจทางสภาสูงดูว่าจะดำเนินการอย่างไร"

รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่นายสมัครแจ้งมติศาลรัฐธรรมนูญให้ครม.ทราบนั้น นายสมัครไม่ได้มีท่าทีเคร่งเครียด โดยกล่าวว่า "ไม่มีปัญหา ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ขอให้สบายใจยืนยันไม่ลาออก ไม่ยุบสภา" หลังจากครม.ประชุมเสร็จ ได้รับประ ทานอาหารกลางวันร่วมกัน ซึ่งยังคงหยิบยกหัวข้อดังกล่าวหารือในวงข้าว โดยรมต.ส่วนใหญ่ต่างปลอบใจกันเองว่าให้ทำใจ บางคนบอกว่าคงต้องกลับไปเลี้ยงวัว ขุดมันกันแล้ว ทั้งนี้รมต.บางคนบอกว่าเรื่องนี้นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน เคยเตือนไว้แล้วช่วงแรกๆว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำไม่ดีครม. เจ๊งแน่ ถือว่าทายแม่นมาก

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ รมต.ต่างทยอยเดินทางกลับ ขณะที่น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคพลังประชาชนยังหารือกันต่ออย่างเคร่งเครียด โดยมีนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน และพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ 2 รมต.จากพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย ร่วมหารือด้วย

-"ชูศักดิ์"ถามให้รับผิดชอบอะไร

ต่อมานายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯไม่ได้พูดอะไร แต่เห็นว่าศาลวินิจฉัยชี้ชัดว่าสัตยาบันที่รมว.ต่างประเทศลงนามยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเราไม่ได้อ้างสัตยาบันนั้นอยู่แล้ว เพราะคำสั่งศาลปกครองไปอ้างไม่ได้ แต่แม้เราอ้างไม่ได้เขานำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเสียงเรียกร้องให้ครม.แสดงความรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น นายชูศักดิ์ย้อนถามว่า "ผมต้องถามว่าให้รับผิดชอบอย่างไร ต่ออะไร มีความเสียหายอะไร ต้องถามก่อน แน่นอนความรับผิดชอบต้องมีหลายระดับ กระทรวงการต่างประเทศที่เสนอเรื่องนี้มา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รวมทั้งกฤษฎีกาบอกว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ครม.ดูกันด้วยความรอบคอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องตีความทางกฎหมาย เมื่อไม่เห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 190 ครม.ก็ดำเนินการต่อไป"

เมื่อถามว่ารมว.ต่างประเทศต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า การรับผิดชอบต้องแสดงว่าบ้านเมืองต้องเสียหาย แต่ความเสียหายขณะนี้คืออะไร ตนเรียนแล้วว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา เขาขึ้นทะเบียนได้ ดินแดนไทยไม่ได้เกี่ยวข้อง เราไม่ได้เสียดินแดน แล้วเราเสียหายอะไร ถ้าเสียหายตนและ ครม.ยินดีรับผิดชอบ

-อ้างกม."ส่อว่าจงใจไม่ทำตามรธน."

ต่อข้อถามว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุสิ่งที่ครม.ทำขัดรัฐธรรมนูญ ยังไม่ถือว่าเป็นความเสียหายอีกหรือ นายชูศักดิ์กล่าวว่า กฎหมายเขียนว่า "ส่อ ว่า จงใจ ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ" เข้าใจคำว่า "จงใจ" หรือไม่ ทั้งนี้ปัญหาข้อกฎหมายของบ้านเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อถามว่านายกฯพูดเรื่องอนาคตทางการเมืองในครม.หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า นายกฯเพียงแต่พูดประเด็นทางกฎหมายว่าถ้าเขายื่นถอดถอนกัน ครม.ต้องดำเนินการอย่างไร ตนแจ้งให้ทราบและครม. ไม่ได้วิตกอะไร เมื่อถามว่าหากส.ว.ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และชี้มูลว่าขัดรัฐธรรมนูญจริง จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ต้องดูกันไปเพราะในรัฐธรรมนูญระบุว่าเมื่อมีการร้อง ประธานวุฒิสภาต้องส่งเรื่องให้ป.ป.ช. เมื่อป.ป.ช.ได้ไต่สวนและชี้มูล ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และส่งให้ส.ว.ถอดถอน โดยใช้เสียง 3 ใน 5 ประเด็นนี้ครม. ห่วงว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร แต่ตนบอกว่าให้ทำ ใจดีๆ เพราะกฎหมายใช้คำว่า "ส่อว่า จงใจไม่ทำตาม รธน." ถ้าตีความอย่างนั้นช่วยอะไรไม่ได้ในบ้านเมืองนี้

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังมีมติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด เรื่องดังกล่าวอัยการสูงสุดให้ความเห็นมาว่าควรอุทธรณ์ในประเด็นอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และประเด็นที่ว่ามีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาหรือไม่ ส่วนมาตรา 190 ถือว่าจบในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

-"นพดล"ไม่ได้ทำอะไรผิด

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุมครม.ว่า ที่ประชุมหารือถึงศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งนายกฯ บอกว่าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ต้องดูกฎหมาย 2 มาตรา คือมาตรา 190 และ 154 ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 8 ต่อ 1 ว่าเอกสารนั้นไม่ถูกต้อง ตามมาตรา 190 และมาตรา 154 กำหนดว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนั้นมีข้อความ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนั้นเป็นอันตกไป เมื่อศาลมีมติเช่นนี้แสดงว่าสิ่งที่ลงนามไว้ตกไปตามมาตรา 154 ส่วนการอุทธรณ์ศาลปกครองนั้นดำเนินการก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วก็ไม่มีผล อุทธรณ์ไปก็ไม่เกิดประโยชน์

ผู้สื่อข่าวถามว่ารมว.ต่างประเทศต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ พล.ต.ท.วิเชียรโชติกล่าวว่า ไม่ทราบเพราะกฎหมายไม่ได้บอกไว้ บอกเพียงว่าเมื่อเอกสารที่ลงนามไว้ใช้ไม่ได้ก็ให้เอกสารนั้นตกไป ยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ส่อทุจริต ฉะนั้นการถอดถอนตามมาตรา 270 ต้องพิจารณาอีกมาก เมื่อมีคนยื่นถอดถอน ต้องให้รมต.ที่ถูกถอดถอนได้ชี้แจงข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 270 หรือไม่ เพราะการถอดถอนตามมาตรานี้ ต้องมีพฤติกรรมที่ส่อว่าจงใจหรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรงถึงจะถอดถอนได้ แต่กรณีนี้นายนพดลไม่ได้มีพฤติกรรมลักษณะนั้น ที่ผ่านมา กรมสนธิสัญญาของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือกับนิติกร รวมทั้งเจ้ากรมแผนที่ทหาร แล้วเห็นว่าดำเนินการได้ ไม่เข้ามาตรา 190 ดังนั้นนายนพดลจึงไม่ได้ทำอะไรผิด รัฐบาลคงไม่ดำเนินการใดๆ

-ไม่ถือว่ารัฐบาลผิดพลาด

เมื่อถามว่าถือว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาดหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่ถือว่าผิดพลาด เราทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากมีเจตนาจะทำให้เกิดความเสียหายคงไม่มีใครกล้าไปลงนามในเอกสาร และขณะนี้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว และไทยไม่เสียพื้นที่แม้แต่ตารางนิ้วเดียว เมื่อถามว่ารมต.ควรแสดงสปิริตหรือไม่ พล.ต.ท. วิเชียรโชติกล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วให้ไปดูมาตรา 154 เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่าหากส.ว.และส.ส.เข้าชื่อยื่นถอดถอนต่อป.ป.ช.และหากป.ป.ช.รับเรื่องไว้ ครม.ต้องยุติการทำหน้าที่หรือไม่ โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า จะได้พิสูจน์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปัญหา ไม่สมบูรณ์ และสร้าง ทางตันให้กับการบริหารงาน หากครม.ต้องหยุดทำงาน แล้วจะเป็นอย่างไร กฎหมายไม่ได้ระบุต่อไปว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะคนที่เป็นนายกฯ ได้ต้องมาจากส.ส.

-ไทยแถลงประท้วงกก.มรดกโลก

นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมรดกโลกของประเทศไทย แถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 เรื่องกัมพูชาเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 7 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นเมือง ควิเบก ประเทศแคนาดา มีเนื้อหาบางตอนระบุว่า ขอประท้วงมติกรรมการมรดกโลก ขอให้นำคำแถลงนี้บรรจุในรายงานประชุมครั้งนี้ด้วยว่า ประเทศไทยตระหนักเป็นอย่างดีว่า อนุสัญญามรดกโลกเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศที่มุ่งอนุรักษ์มรดกโลก เคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมสันติภาพ ประเทศไทยจึงร้องขอครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้มีส่วนเสนอร่วมกัน ให้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นวัดฮินดูในศตวรรษที่ 11 บนยอดเขาที่เป็นพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา อันเป็นดินแดนซึ่งยังมีข้อโต้แย้งระหว่างประเทศทั้งสองนั้น ได้ขึ้นทะเบียนลักษณะเสนอร่วม

พวกเราผิดหวังอย่างรุนแรง ที่ข้อเรียกร้องถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า และบัดนี้ปราสาทพระวิหารได้รับยินยอมให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นกรณีพิเศษ โดยใช้เกณฑ์ข้อที่ 1 เพียงข้อเดียว อีกทั้งยังปราศจากบริเวณกันชน ทำให้ขาดภูมิทัศน์รอบด้านที่จะทำให้มีความสง่างามและความสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวไทยไม่สามารถยอมรับการขึ้นทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว โดยใช้เกณฑ์เพียงข้อเดียวได้

เราประสงค์ให้เลื่อนพิจารณาไปก่อน จนกว่ารัฐภาคีทั้งสองจะแก้ไขคลี่คลายข้อแตกต่างที่มีอยู่ และร่วมกันขึ้นทะเบียน ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่าย ไทยขอประท้วงการใช้ผังทางภูมิศาสตร์หรือแผนที่ใดๆของมรดกโลก ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อขัดแย้งยิ่งขึ้นและนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่เป็นมิตรระหว่างชุมชนรอบๆบริเวณดังกล่าวในอนาคต อย่างไรก็ตามไทยเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการอย่างเต็มที่ และขอบ คุณประธาน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำงานหนัก

-หวังได้รับความยุติธรรมในอนาคต

"ขออธิบายแนวทิศทางปราสาทพระวิหารที่หันไปทางทิศเหนือ ซึ่งหันหน้าไปทางประเทศไทย ซึ่งลำน้ำไหลมาจากสันปันน้ำบนยอดผาไปสู่สระ จะต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนพื้นที่แวดล้อมของวัดแบบฮินดู ลำน้ำยังไหลต่อไปลงสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งเป็นแควหนึ่งของแม่น้ำโขง และบริเวณดังกล่าวยังมีร่องรอยชุมชนโบราณ ตลอดจนซากโบราณสถานแบบฮินดูอีกหลายแห่งปรากฏให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน" นายปองพลกล่าว

การขึ้นทะเบียนพระวิหาร ควรจะขยายในโอกาสต่อไป โดยมีความร่วมมือจากประเทศไทย และจะได้พัฒนาเป็นกรณีตัวอย่างในการเสนอมรดกโลกข้ามพรมแดน และอาจนำเสนอมรดกโลกผสมผสานวัฒนธรรมและธรรมชาติด้วยก็ได้ ซึ่งจะปูทางนำไปสู่การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน มิตรภาพและความร่วมมืออย่างสันติระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง ในอนาคตควรขึ้นทะเบียนขยายเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้มีคุณค่าตามเกณฑ์ข้อ 3 และ 4 เชื่อว่าภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติทางด้านเหนือของปราสาท ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งไทยและได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ตามกฎหมายไทยว่ามีความสำคัญเกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารสมัยโบราณนั้น จะต้องได้รับการพิจารณาตามที่ควรและด้วยความยุติธรรม

-"นพดล"ยืนยันอธิปไตยของไทย

ด้านนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย แถลงตอนหนึ่งว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่คณะกรรมการรับรองไป ประเทศไทยประสงค์ให้บันทึกข้อสังเกตและข้อสงวนดังนี้ นอกเหนือจากข้อขัดแย้งเรื่องพรมแดนต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในพื้นที่รอบๆปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยประสงค์จะชี้ให้เห็นว่า มติของคณะกรรมการมรดกโลกไม่สอด คล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากการกระทำ หรือมาตรการ และการดำเนินการใดๆ ที่จะติดตามมาหลังจากนี้ไม่ว่าจะโดยกัมพูชาหรือฝ่ายที่สามอื่นๆ ในพื้นที่ข้างเคียงปราสาทพระวิหารที่เป็นดินแดนไทยนั้น จะไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าจะได้รับยินยอมจากไทยเท่านั้น ในฐานะประเทศภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ค.ศ.1972 ประเทศไทยยืนยันสิทธิทั้งหลายทั้งปวงของไทย ซึ่งกำหนดว่าการรวมเอาทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในดินแดนอธิปไตยหรือเขตอำนาจ ซึ่งอ้างสิทธิมากกว่าหนึ่งรัฐจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของรัฐที่มีข้อพิพาท

ประเทศไทยขอยํ้าว่าการประท้วงและคัดค้านเอกสารทั้งปวงที่กัมพูชายื่นเพื่อเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเฉพาะรายงานทางเทคนิคของคณะผู้เชี่ยวชาญ และรายงานความก้าวหน้าที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง เพราะประเทศไทยถูกปิดโอกาสไม่ให้เข้าร่วมอย่างเต็มที่จนจำใจต้องสงวนสิทธิและปลีกตัวออกจากรายงานดังกล่าวในท้ายที่สุด แผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารจะไม่มีทางสมบูรณ์ได้ หากปราศจากความร่วมมือจากไทย

-มรดกโลกที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์

ประเทศไทยเศร้าใจที่คณะกรรมการมรดกโลกเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยมีฐานะเป็นประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ และความเป็นไปได้ที่ไทยจะยื่นเสนอบริเวณโดยรอบในเขตไทยที่มีลักษณะสอดคล้องเกื้อกูลต่อคุณค่าอันโดดเด่นอันเป็นสากลของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก เพื่อให้คุณค่าของสินทรัพย์แห่งนี้สมบูรณ์ในฐานะมรดกโลกอย่างแท้จริง จึงขอย้ำถึงความตั้งใจที่จะยื่นจดทะเบียนสถานที่และอาณาบริเวณในดินแดนไทยที่เกี่ยวเนื่องกับปราสาทพระวิหารให้ได้สถานะมรดกโลก เพื่อให้คุณค่าความสำคัญและความสมบูรณ์ปรากฏเป็นความจริง ไทยจึงร้องขอคณะกรรมการฯ พิจารณาสนับ สนุนเจตนาของไทยด้วย

ประเทศไทยจำเป็นต้องคัดค้านตามที่กัมพูชา เสนอฝ่ายเดียว เนื่องจากเป็นการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ขาดความสมบูรณ์ และไม่เป็นตามหลักเกณฑ์

-ไม่กระทบการปักปันเขตแดน

ในนามคณะผู้แทนไทย ขอให้ความมั่นใจว่าปัญหาขึ้นทะเบียนมรดกโลกนี้ เป็นเพียงประเด็นเดียวในภาพรวมของความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับรัฐบาลกัมพูชาทุกเรื่องต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

สุดท้ายไทยประสงค์จะย้ำการสงวนสิทธิต่างๆ ตามที่รมว.ต่างประเทศทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และยืนยันรักษาสิทธิของไทยว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกจะไม่กระทบต่อสิทธิทั้งปวงของไทยเกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย ตลอดจนการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกในพื้นที่ในอนาคต และท่าทีทางกฎหมายของประเทศไทย

-แฉปธ.มรดกโลกคุมเกมเอง

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเปิดเผยว่า คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาเวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีมติให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตามเกณฑ์เพียง 1 ข้อจากที่เสนอไว้ 3 ข้อ ตามร่างข้อมติที่ประธานคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณานำเสนอด้วยตนเอง และเสนอขอให้กรรมการรับโดยไม่มีการอภิปราย

ภายหลังมีมติให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก นายสก อัน รองนายกฯกัมพูชา กล่าวขอบคุณที่ประชุม และสุภาพสตรี 3 คนที่มีบทบาทสำคัญคือ ผู้ช่วยผอ.ใหญ่ของยูเนสโก ฝ่ายวัฒนธรรม ประธานคณะกรรมการมรดกโลก และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐอเมริกา ประจำยูเนสโก จากนั้นผู้แทนประเทศไทย 2 คน ขอกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม คือนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมรดกโลก ได้ประท้วงมติที่ประชุม

-"นพดล"ไม่อยากกระทบเขมร

วันเดียวกันเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศนำเทปบันทึกเสียงนายนพดล ปัทมะ มาเปิดให้ผู้สื่อข่าวฟัง โดยนายนพดลกล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก คณะทำงานพูดคุยกันเพื่อให้ท่าทีไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันและปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองอย่างเคร่งครัด ภารกิจของไทย คือ ขอเลื่อนพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและไม่สนับสนุนกัมพูชา แต่ในที่สุดคณะกรรมการมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร

"ผมยื่นแถลงการณ์คัดค้านและไม่ยอมรับเอกสารที่กัมพูชาเสนอและแถลงขอสงวนสิทธิของประเทศไทย ที่พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อดีตรมว.ต่างประเทศ ทำ หนังสือส่งถึงสหประชาชาติเมื่อพ.ศ.2505" นายนพดลกล่าวและว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างไทยและกัมพูชา

-"ป๊อก"วอนชาวไทยอย่าเสียใจ

ด้านนายปองพลกล่าวว่า กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีส่วนใดรุกล้ำดินแดนไทย และไทยเตรียมการตามระเบียบคณะกรรมการมรดกโลกแบ่งเป็นประเภท นอกจากตัวปราสาทที่กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว ยังมีประเภท "ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม" ซึ่งอยู่ในไทยโดยกรมศิลปากรเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อไป ขอให้วางใจได้ว่าไทยมีโอกาสเห็นส่วนของพระวิหารในไทยได้เป็นมรดกโลก ขณะนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ(ไอโคมอส) ที่ทำรายงานเสนอแนะแก่คณะกรรมการมรดกโลกเนื่อง จากทางกัมพูชาขอเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยใช้ 3 หลักเกณฑ์ แต่ผ่านเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ 1 เฉพาะอัจริยภาพทางด้านการสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ แต่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ที่ 3-4 ที่เกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่อยู่ในเขตแดนไทย ขอให้พี่น้องชาวไทยอย่าเสียใจเพราะในส่วนของเรา เราก็จะทำเช่นนั้นเช่นกัน

นายปองพลกล่าวอีกว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นการลดความน่าเชื่อถือเพราะมีมติสวนทางกับหลักการและหลักเกณฑ์ เพราะผ่านเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ 1 เท่านั้น ทำให้ขาดความสมบูรณ์เนื่องจากโบราณสถานที่จะทำให้สมบูรณ์อยู่ฝั่งไทย เมื่อตัดสินออกมาเช่นนี้ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการมรดกโลก ขอชมกระทรวงการต่างประเทศ นำโดยนายมนัสพาสน์ ชูโต ซึ่งพบแผนที่แนบท้ายที่กัมพูชาเสนอในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ว่าครอบคลุมพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา แต่ต่อมานายนพดลทำเรื่องต่อโดยเจรจากับกัมพูชาให้ยอมเปลี่ยนแผนที่ให้เหลือเฉพาะตัวปราสาทเพื่อให้แน่ใจว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา จึงต้องยอมกล้ำกลืนเอาเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น

-เขมรไม่สง่างาม-กก.ไม่น่าเชื่อถือ

"เมื่อผลออกมา ทำให้กัมพูชาไม่สง่างามเพราะมรดกโลกที่ได้ไปคุณค่าลดลง และขณะเดียวกัน คณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ความเห็นชอบเรื่องนี้ลดความน่าเชื่อถือไปด้วย" นายปองพลกล่าว

ขณะที่พ.อ.นพดล โชติศิริ นายทหารกรมแผนที่ทหาร บก.สส. กล่าวว่า จากการดูแผนผัง(graphic plan) ที่กัมพูชาแนบไปกับขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นแผนที่มาตราส่วน 1:10,000 และมีค่าพิกัดภูมิศาสตร์ 26 จุด ไม่มีส่วนใดล้ำแนวเขตแดนไทยตามมติครม.ปี 2505 ที่ไทยยึดถือ และในโซนหมาย เลข 3 ที่กัมพูชาเขียนลงใน graphic plan ที่ไทยเป็นห่วงนั้น ฝ่ายกัมพูชายืนยันตัดออก ไม่ได้รวมอยู่ในพื้นที่ที่จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารด้วย ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะเสียดินแดน

-"นพดล"ยังไม่กลับบินต่ออังกฤษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 แล้ว คณะทั้งหมดเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนนายนพดลออกจากแคนาดา ต่อไปยังอังกฤษ เพราะมีภารกิจราชการเตรียมการเยือนอังกฤษของนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้นายนพดลจะกลับถึงประเทศไทยวันที่ 10 ก.ค. อาจเป็นเที่ยวบินทีจี 911 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 06.05 น. หรือทีจี 917 ถึงเวลา 15.05 น.

-ส.ว.จี้"นพดล"ออกก่อนถูกถอด

ที่รัฐสภา คณะส.ว.ประกอบด้วยน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นางพรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายวรินทร์ เทียมจรัส นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา แถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า รมต.ต้องรับผิดชอบทางการเมือง เนื่องจากจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องจิตสำนึกและมารยาททางการเมืองที่จะต้องลาออกในทันที ส่วนส.ว.ไม่สามารถใช้สิทธิยื่นถอดถอนรมต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 ได้ เพราะมาตรานี้ระบุว่า ส.ส.เข้าชื่อ 1 ใน 4 หรือ 120 คนหรือประชาชนเข้าชื่อ 20,000 คน ยื่นวุฒิสภาถอดถอนตามมาตรา 270 และ 274 แต่ขณะนี้ส.ว.กำลังหารือตามรัฐธรรม นูญ มาตรา 275 โดยกล่าวโทษครม.ต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ และพิจารณาว่าจะเข้าข่ายขัดต่อป.อาญา มาตรา 119 และ 120 โทษสูงสุด คือ จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตหรือไม่ ซึ่งส.ว.จะร่วมยกร่างกล่าวโทษและรวบรวมเรื่องทั้งหมด จะทำให้สำเร็จโดยเร็ว ที่สุด แต่ต้องรอคำวินิจฉัยกลางก่อน

น.ส.รสนากล่าวว่า นายนพดลต้องลาออก ไม่ควรปล่อยให้ถอดถอน ขอเรียกร้องรัฐบาลประกาศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา อย่างเป็นทางการ เพราะขณะนี้ยังมีผลผูกพันอยู่แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำวินิจฉัยคุ้มครอง เพราะคนที่จะยกเลิกได้ คือ ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล หรือรมว.ต่างประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยทำอะไรเลย อ้างแค่คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางเท่านั้น ทั้งนี้คำแถลงการณ์ร่วมยังมีผลเรื่องพิจารณาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเข้าข่าย ป.อาญาหมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 119 และ 120 นอกจากนี้ตามกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 66 ป.ป.ช.หยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาได้เลยโดยไม่ต้องรอประชาชนล่า 20,000 รายชื่อ

-ปชป.หาช่องเล่นงานครม.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังหารือแกนนำพรรคถึงการดำเนินการกับครม. เบื้องต้นพรรคจะยื่นถอดถอนนายนพดล เพราะมีพฤติกรรมชัดแจ้งจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เพียงแต่เสนอเรื่องนี้เข้าครม. แต่ยังพยายามไปดำเนินการในเรื่องต่างๆ รวมทั้งลงนามร่างแถลงการณ์ร่วมตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ดังนั้นในส่วนของรมว.การต่างประเทศ หลักฐานต่างๆ ชัดแจ้งเพียงพอถอดถอนได้ ซึ่งพรรคจะยกร่างคำถอดถอน และหารายชื่อส.ส.ให้ครบตามจำนวน 1 ใน 4 ของส.ส.ทั้งหมด หรือ 120 คนยื่นถอดถอนต่อวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาส่งป.ป.ช.ต่อไป

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า ส่วนครม. นั้น ทีมกฎหมายจะประชุมกัน เพราะยังมีปัญหาว่ามติครม.ทั้งวันที่ 17 มิ.ย. และวันที่ 24 มิ.ย. จนถึงวันนี้ยังไม่มีเอกสารใดๆ ปรากฏต่อสาธารณะเลยว่ามติ ครม.คืออะไร เราจะหาข้อมูลตรงนี้มาให้เร็วที่สุด เพื่อประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อมูลจากศาลปกครองที่คดียังค้างอยู่ด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับครม. เพราะการถอดถอนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ส่วนคดีอาญา โดยหลักเวลายื่นถอดถอน เมื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาแล้ว ประธานวุฒิสภาจะส่งต่อป.ป.ช. หากพบว่ามีมูลความผิดจะส่งกลับมาที่วุฒิสภาเพื่อลงมติถอดถอนด้วยเสียง 3 ใน 5 หรือ 90 คน ก็จะพ้นสภาพแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องยื่นฟ้องอาญาต่างหาก

-เขมรฉลองวันมหามงคล

สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงพนมเปญ เมืองหลวงกัมพูชาว่า ชาวกัมพูชาหลายพันคน ทั้งชาวบ้านและข้าราชการ ออกมาเดินขบวนร้องรำทำเพลงในกรุงพนมเปญ ตามท้องถนน วัดวาอาราม ตลาด สถานที่ราชการ และสถาบันการศึกษา เพื่อเฉลิมฉลองที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติเอกฉันท์ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ แม้ทางการไทยจะยื่นเรื่องขอยับยั้งและให้เลื่อนขึ้นทะเบียนออกไปก่อน

เอพีแจ้งอีกว่า ทันทีที่ทราบข่าวว่าปราสาทพระวิหารได้เป็นมรดกโลก คลื่นคนชาวกัมพูชาตามท้องถนนต่างพากันโบกธงชาติ ร้องเพลงชาติ และร้องตะโกนคำว่า "ปราสาทพระวิหารจงเจริญ" ด้วยความตื่นเต้น นายที วันสี นักศึกษาแพทย์ กล่าวว่า วันนี้เป็น วันมหามงคลและเป็นวันที่ชาวกัมพูชามีความสุขที่สุด

-"ฮุนเซน"แถลงขอให้ไทยมั่นใจ

ด้านฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ซึ่งนำกรณีเขาพระวิหารมาใช้เป็นประเด็นหาเสียงเรียกคะแนนนิยมช่วงเลือกตั้งใหญ่ ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีผ่านสถานีโทรทัศน์ มีเนื้อหาระบุว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกครั้งนี้ นับเป็นเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจครั้งใหม่ของประชาชนกัมพูชา รวมถึงความภาคภูมิใจของคนในภูมิภาคและทั่วโลก ภายหลังจากรัฐบาลพยายามผลักดันและเจรจามานาน อย่างไรก็ตามขอให้ฝ่ายไทยมั่นใจว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดน ส่วนนายฮอร์นัมฮอง รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่า ทั้งกัมพูชาและไทยไม่เสียดินแดนแม้แต่เซนติเมตรเดียวจากการที่ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา รายงานว่า ชาวบ้านและข้าราชการในพนมเปญบางส่วนเริ่มจัดงานฉลองตั้งแต่ 2-3 คืนก่อนหน้าที่ปราสาทพระวิหารจะเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ครม.กัมพูชายังจัดส่งอาหารและสิ่งของต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ปลากระป๋อง น้ำปลา ผงชูรส บุหรี่ เสื้อกันฝน และเต็นท์ ไปให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่บนปราสาทพระวิหาร ขณะที่คนในกรุงพนมเปญช่วยกันบริจาคอาหารส่งไปให้กับชาวบ้านกัมพูชาตามแนวชายแดน เพราะข้ามมาซื้อฝั่งไทยไม่ได้ ภายหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนสองประเทศ ทำให้ต้องปิดด่านชายแดนชั่วคราว

หน้า 1

 




ดูบล็อกย้อนหลัง
สิงหาคม 2551 (1) | กรกฏาคม 2551 (7) | มิถุนายน 2551 (4) |
ดูอัลบั้ม
อัลบั้ม
เริ่ม หยุด Prev Next
แสดงเต็มหน้าจอ
ความรู้สึกกับBlogนี้
 
คุณว่าBlogนี้ได้ให้ความรู้กับคุณมากเท่าไร







โหวต  ดูผลโหวต
เพื่อน
สมาชิกในกลุ่ม


1.น.ส.วัสสิกา  ตะนารัตน์  5131207099   
 
2.นายกิตติคุณ  นุผัด  5131601244
 
3.นายเกรียงไกร  ภูผาวงศ์  5131601250
 
4.นายนันทวุฒิ  งบไชสง  5131601366
 
5.น.ส.อกัญชนา  อินทรกูล  5131601566
 
6.นายเอกรัฐ   ศีลประเสริฐ  5131207127
 
7.น.ส.สุวลี  รมผักแว่น  5131601555
 
8.นายศิวฤทธิ์  ปิ่นทอง  5131601515
 
9.นายประสพโชติ  ปรีชาวรพิชญ์  5131601387

10.นายชูชาติ    มวลจันทร์    531601305
 

ปฏิทิน
<July 2009>
SunMonTueWedThuFriSat
2829301234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930311
2345678
ริบบิ้นสีขาว

“ริบบิ้น”สีขาวหยุดความรุนแรงได้หรือ?      
เขียนโดย sentang   
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2551
โดยลักษณะพิเศษของสังคมไทย นั้น  ไม่นิยมความ “รุนแรง”
อยู่แล้วในสายเลือด การต่อสู้และความขัดแย้งในทางการเมืองและทางความคิด
การคลี่คลายความขัดแย้งของสังคมไทยจึงมักแตกต่างจากชาติอื่นๆ  ก็ตรงที่ไม่รุนแรงนี้เอง 

          โดยลักษณะพิเศษของสังคมไทย นั้น  ไม่นิยมความ
“รุนแรง”อยู่แล้วในสายเลือด การต่อสู้และความขัดแย้งในทางการเมืองและทางความคิด การคลี่คลายความขัดแย้งของสังคมไทยจึงมักแตกต่างจากชาติอื่นๆ  ก็ตรงที่ไม่รุนแรงนี้เอง  ที่เห็นๆกันไม่ว่าจะฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือฝ่าย  นปก. ที่เคลื่อนไหวม๊อบโจมตีพันธมิตรฯที่สนามหลวง  แม้จะปะทะกันบ้างแต่ก็ไม่ลุกลามเป็นความรุนแรงไปมากกว่า
            ฉะนั้น การที่กลุ่มอาจารย์อย่าง นายปริญญา  เทวานฤมิตรกุลและนักศึกษาออกมารณรงค์โดยใช้ริบบิ้นสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความไม่รุนแรงก็ถือว่าเป้นอานิสงส์ที่ดีอยู่แล้วเพราะอย่างไรถ้าฝ่ายอำนาจรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลปล่อยให้เป็นการแสดงทางเสรีภาพของประชาชนเรื่อยๆก็จะหมดแรงไปเองหรือจะอยู่ไปนานๆก็จะเกิดผลดีต่อประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้น
            ตรงนี้ถ้ารัฐบาลใจกว้างพอก็ควรที่จะให้มีการชุมต่อไป  ทางรัฐบาลก็บริหารประเทศไป  แต่อย่าไปจับหรือสลายการชุมนุมของประชาชนก็เป็นพอหรือพยายามสกัดไม่ให้มีการปะทะกันของม็อบเป็นพอ  ปล่อยไว้นานๆก็เหนื่อยเอง  ถ้าม๊อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอึดพอทนได้ก็ทนไปเพราะถ้าไม่ชนะก็จะหายไปเอง ห้ามจับ  ห้ามยั่วยุกัน
            แต่ถึงอย่างไรแล้วการที่กลุ่มอาจารย์และนักศึกษาออกมารณรงค์ไม่ให้มีความรุนแรง นั้น  ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเขามองว่าเป็นการฉวยโอกาสของอาจารย์และนักศึกษาที่ออกมารณรงค์ในเรื่องนี้ก็แปลกดี  อีกอย่างถ้าทางฝ่ายอำนาจรัฐและรัฐบาลที่อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบไม่สร้างเงื่อนไขแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง
มีแต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเท่านั้นที่ต้องเสียเปรียบเพราะต้องใช้กำลังมาก  ทั้งต้องต่อสู้และต้องทำมาหากินด้วย    มาอยู่ม็อบทุกวันนานๆถ้ารัฐบาลไม่สร้างเงื่อนไขก่อนก็ไม่ต้องห่วง
            หรือถ้ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะทำความรุนแรงก็จะเสียหายเองเพราะจะต้องถูกปราบเนื่องจากไปกระทำผิดอาญา
            อีกอย่างการเคลื่อนไหวนานๆนั้นจะเป็นผลดีต่อการศึกษาทางการเมืองโดยเฉพาะทางวิชาการคนจะเริ่มมาสนใจปัญหาการเมืองและเข้าใจว่าการเมืองมีผลอย่างไรกับชีวิต  การเมืองมีอิทธิผลอย่างไรกับสังคม  ดังนั้น  การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เป็นการเปิดการให้ความรู้ทางการเมืองให้กับประชาชนไปในตัวด้วยถึงขนาดตั้งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน หรือจะตั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆอีกก็แล้วแต่สามารถตั้งได้ อีกกลุ่มก็ตั้งมหาวิทยาลัยสนามหลวงอีกก็จะเป็นไรจะได้แข่งขันกันว่าใครพูดถูกใครพูดผิดหลักวิชา  ใครยึดหลักการหรือในไม่ยึดหลักการก็จะได้รู้กัน แต่นี้เองจะเป็นคุณูปการต่อการพัฒนาการเมืองไทย  เมื่อว่ากันในสภาแก้ไขปัญหากันไม่ได้ ก็เอากันกลางแจ้งนี้แหละดี
            ดังกลุ่มอาจารย์ที่ออกมาเรียกร้องให้มีริบบิ้นสีขาว นั้น  ก็ควรจะแสดงทัศนะทางการเมืองที่ถูกต้องด้วยไม่ใช้เสนอให้ไม่ใช้ความรุนแรง  แต่ไม่เสนอทฤษฎีและหลักการอะไรที่ทำให้ไม่เกิดความรุนแรง  ไม่ใช่อยู่เฉยๆแล้วจะไม่เกิดความรุนแรงหรือรุนแรง  ดังนั้น จะต้องแสดงความคิดทางการเมืองด้วย  หรือ อย่างที่ว่านายปริญญา “... ส่วนการที่พรรคร่วมรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและการที่พันธมิตรฯ ประกาศโค่นล้มรัฐบาลนั้น ถือเป็นเหตุความขัดแย้งอย่างหนึ่ง แต่วัตถุประสงค์ของเครือข่ายฯ คือ อยากเชิญชวนให้ทุกฝ่ายช่วยกันลดอุณหภูมิการเมืองไทย คือ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง ไม่มีข้างควรออกมาแสดงพลังให้เหนือความขัดแย้ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่สังคมเกิดความขัดแย้ง ถ้าคนที่อยู่ตรงกลางออกมาเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้...”
            ทัศนะนี้ไม่ใช่การยุติความรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงความรุนแรง  แต่เป็นการส่งเสริมความรุนแรง เพราะการสร้างกลุ่มใหม่ที่อยู่ตรงกลางอย่างที่นายปริญญากล่าวนั้น  ไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตยหรือไม่ใช่การเสนอแนวทางการเมือง  แต่เป็นการสร้างกลุ่มใหม่เพื่อเข้ามาชิงการนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เป็นการสันติแต่วิธีการนำไปสู่ความรุนแรง
            การหยุดความรุนแรง นั้น  ไม่ใช่วิธีการอย่างนี้ การหยุดความรุนแรงไม่ให้มีการปะทะกัน นั้น จะต้องให้เสรีภาพกับประชาชนอย่างบริบูรณ์และให้อำนาจอธิปไตยแก่ประชาชน  แนวทางอย่างนี้เท่านั้นจึงจะสามารถหยุดความรุนแรงลงได้
            เราจะเห็นว่าการนองเลือดแต่ละครั้งนั้น ปัญหาเกิดจากรัฐบาลไม่เข้าใจ  ม๊อบ และการเคลื่อนไหวมวลชน และไปยั่วยุและไปสร้างแรงกดดันต่างๆขึ้นมาเลยทำให้คนที่ยากจะต่อสู้กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวมจะไม่รู้สิ่งผิดสิ่งถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร  แต่หากเห็นความไม่ยุติธรรมขึ้นมาแล้วคนไทยก็จะออกมาสนับสนุนช่วยเหลือกันทันทีเพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยนั้นเอง  เช่นเอาตำรวจเอาหน่วยปราบจลาจลมาปิดกั้นอย่างนี้มีแต่จะนำไปสู่ความรุนแรง  ดังนั้น แต่ถ้าปล่อยไปไม่ต้องสนใจอะไรมากม๊อบก็จะช่วยรัฐบาลและเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาลและประชาชนจะเกิดผลดีกับส่วนรวม
            ฉะนั้น  วิธีการจะไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นต้องว่ากันตามหลักการประชาธิปไตย เท่านั้นจึงจะสามารถหยุดไม่ให้เกดความรุนแรง  แต่ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นมาก็แสดงว่ามีขบวนการเผด็จการอยู่ในข้างใดข้างหนึ่ง
            ไม่ใช่ฝ่ายม็อบหรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เป็นฝ่ายเผด็จการแน่นอน  หรือ จะเป็นฝ่ายเผด็จการด้วยกันทั้งคู่  หรือจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน ก็สรุปตรงที่ว่าฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก่อนกันตรงนี้เอง
            และสถานการณ์ทุกอย่างก็จะได้พิสูจน์กันเร็วๆนี้ทุกฝ่ายจะต้องให้ประชาธิปไตยแก่กันและกันนี้เป็นสิ่งดีงามที่ประเทศไหนๆจะต้องมาเอาตัวอย่าง  เนื่องจากไม่มีม็อบที่ประเทศไหนทำได้อย่าง ม็อบในประเทศไทยที่ปิดถนนตั้งเวทีใหญ่กว่าเวทีแสดงดนตรีเสียอีก  อย่างนี้เป็นสัญลักษณ์ของความไม่รุนแรง  ถ้าประเทศอื่นไม่มีทางจะทำได้เหมือนประเทศไทยแน่นอน
            ฉะนั้น  ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้กับการต่อสู้ของประชาชนอีกครั้งหนึ่งจะแพ้หรือชนะก็ตรงนี้ว่ามีทฤษฎีการปฏิวัติชี้นำถูกต้องหรือไม่? ถ้าถูกต้องก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ชนะ ถ้าผิดก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่แพ้และไม่ต้องมาบ่น มาอธิบายว่าแพ้เพราะสาเหตุใด ว่าอีกว่าแพ้เพราะสาเหตุที่ไม่ยอมทำประชาธิปไตย เท่านั้น  ดังนั้น  “ประชาชนยังรอชัยชนะอยู่กับการต่อสู้อย่าแพ้ก็แล้วกัน”
            เพราะถ้าแพ้แล้วไม่ใช่เฉพาะผู้นำและม็อบเท่านั้นที่เสียหาย แต่จะเป็นความพ่ายแพ้ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศด้วย  ดังนั้น  ชัยชนะกับการต่อสุ้ประชาชนยังรอความหวังอยู่
 
http://www.sentangonline.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2709&Itemid=26

 

 

 

 

บันเทิง
ทำบุญครบ7วัน"ยอดรัก"ลาโลก"แมงปอ"ไหว้ศพ

“แมงปอ ชลธิชา” นักร้องลูกทุ่งสาวคนดังย่องเงียบดอดไหว้ศพ “ยอดรัก” ปัดตอบสื่อปมความรัก หลังจัดงานวิวาห์สายฟ้าแลบ ก่อนอ้างติดธุระ ด้านภรรยา ลูกชายพี่แอ๊ว ร่วมทำบุญครบรอบ 7 วันของการจากไปของ นักร้องลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย เป็นไปด้วยความสงบ มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนกับแฟนเพลง ขณะที่เพื่อนร่วมวงการยังแห่ร่วมงานไม่ขาดสาย

กรณี “ยอดรัก สลักใจ” หรือ นายนิพนธ์ ไพรวัลย์ นักร้องลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย  ปิดฉากชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งในตับ และญาติได้นำไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม จนแฟนเพลงทั่วสารทิศหลั่งไหลกันไปกราบไหว้ศพเป็นครั้งสุด ด้วยความอาลัยของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งที่ผ่านมาบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้าของแฟนเพลง ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว
 
เกี่ยวกับความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่ศาลาอเนกประสงค์วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม ในโอกาสครบ 7 วันของการจากไปของ ยอดรัก สลักใจ นางลัดดา นายเกรียงศักดิ์ ไพรวัลย์ ภรรยาและบุตรชาย พร้อมด้วยเสรี  รุ่งสว่าง เดชาธร สุวินิจจิต หรือช้าง หนึ่งในคณะกรรมการชมรมคนรักลูกทุ่ง รวมถึงมิตรรักแฟนเพลง ได้ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 94 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต 
 
ภายหลังจากพระสงฆ์ได้ฉันภัตตาหารเพลเรียบร้อย ทางครอบครัวได้เชิญมิตรรักแฟน เพลงที่มาเคารพศพยอดรัก ได้ร่วมรับประทาน อาหารกลางวัน โดยจัดเป็นโต๊ะจีนกว่า 20 โต๊ะ ให้กับแฟนเพลงได้รับประทาน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ช่วงเช้าที่ผ่านมา น.ส.พิมพ์พัชรา ทองแดง หรือ แมงปอ ชลธิชา นักร้องลูกทุ่งสาวที่เพิ่งมีข่าวว่า เข้าพิธีแต่งงานกับหนุ่ม ปตท. เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้เดินทางนำพวงหรีดสดมาเคารพศพ ยอดรัก ด้วยการไว้อาลัย โดยแต่งกายด้วยเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนสีดำรัดรูป และผ้าพันคอ ใส่แว่นตาดำ ซึ่งมาพร้อมกับทีมงาน สร้างความฮือฮาให้กับมิตรรักแฟนเพลงที่มาร่วมงาน หลังเคารพศพแล้ว ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะเข้าไปสัมภาษณ์เรื่องงานแต่ง แต่เจ้าตัวปฏิเสธโดยบอกเพียงว่าจะรีบไปธุระ แล้วก็เดินจากไปขึ้นรถโดยเร็ว
 
ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน จันทรา ธีรวรรณ นักร้องสาวเจ้าของเพลงโก๋พกหวี กี๋พกแป้ง เดินทางมาเคารพศพ พร้อมเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า เสียใจและเสียดายพี่แอ๊วเพราะก่อนเสียชีวิตได้ไปเยี่ยมพี่แอ๊วที่บ้าน พี่เขายังชวนให้มาเที่ยวที่บ้านกันบ่อย ๆ แล้วก็ยังถามถึงพวกเราว่าเป็นยังไงกันบ้าง พี่แอ๊วบอกว่าจะมีความสุขมากที่น้อง ๆ มาเยี่ยม มาร้องเพลงให้ฟังกันทั้งสุนารี ศิรินทรา ฯลฯ และที่พี่แอ๊วห่วงมากคือมูลนิธิเพื่อการช่วยเหลือคนลูกทุ่งยามเจ็บป่วย แม้แต่ตลกเขาก็ยังมีสมาคม แต่ลูกทุ่งเรายังไม่มี
  
ขณะที่ อาจารย์พลอยดี สีฟ้า นักแต่งเพลงรางวัลพระพิฆเนศวรทองคำ ปี 41 จากเพลงเขตปลอดคนลวง ของ คัฑลียา มารศรี และปี 45 จากชุดทัวร์สี่ภาค ของเพ็ญนภา มุกดามาศ กล่าวว่า เคยเป็นลูกน้องอยู่ในวงของยอดรัก เมื่อปี 2524-2527 แล้วออกไปทำธุรกิจส่วนตัว จากนั้นก็กลับมาอยู่กับยอดรักอีกรอบ  พี่แอ๊วเคยออกทุนอัดเพลงให้เมื่อปี 27 แต่ยังไม่ได้จำหน่าย เพราะมีปัญหาบางอย่าง และรู้สึกเสียใจที่คนดี ๆ ต้องมาจากไปก่อนวัยอันควร พี่เขายังทำประโยชน์ให้กับวงการเพลงอีกมาก  ขอให้พี่ไปสู่สุคติ อย่าได้ห่วงอะไรอีกเลย.

 

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=173610&NewsType=1&Template=1

เศรษฐกิจ
ปลุกผีครม.เศรษฐกิจกรองงาน

ชี้ประชุมทุกจันทร์มีเวลาถกข้อดี-เสีย เกาะติดราคาน้ำมัน-อัตราแลกเปลี่ยน

นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังนำคณะที่ปรึกษา 4 คน เข้าพบนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก ว่านายกฯได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจขึ้นอย่างเป็นทางการ ตามที่คณะที่ปรึกษาฯ  เสนอ โดยให้ถือว่าเป็นอนุกรรมการของครม.เพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้มีเวลาอภิปรายข้อดีข้อเสียอย่างละเอียด โดยจะประชุมทุกวันจันทร์ ก่อนนำเรื่องที่เห็นชอบเสนอให้ครม.ชุดใหญ่พิจารณา ส่วนจะเริ่มประชุมครั้งแรกได้เมื่อใด ต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี
 
ทั้งนี้องค์ประกอบของครม.เศรษฐกิจ จะมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นรองประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย รมว.จากกระทรวงเศรษฐกิจ และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะให้เลขาธิการสศช.เข้ามาเป็นเลขานุการ เพื่อให้การพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลึกซึ้งและรอบคอบ และยังให้หัวหน้าส่วนราชการเข้ามาพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเห็นหรือฉายภาพเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ จะได้เป็นภาพเดียวกันและเป็นความเห็นร่วมกันของคณะกรรมการเดียวกัน ซึ่งนายกฯพอใจที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
 
เมื่อถามว่าการจัดตั้งครม.เศรษฐกิจจะเป็นการแก้คำครหาเรื่องความเหมาะสมในการร่วมประชุมครม.ของคณะที่ปรึกษาฯ หรือไม่ นายวีรพงษ์กล่าวว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็เคยมีการจัดตั้งครม.เศรษฐกิจ เพื่อทำหน้าที่ให้ละเอียด รวดเร็วและที่สำคัญยังช่วยแบ่งเบาการทำงานของเลขาธิการครม. ส่วนคณะที่ปรึกษาฯจะเข้าร่วม ประชุมกับครม.เศรษฐกิจได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับนายกฯ ที่จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป
 
น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง ได้ร่วมหารือกับคณะที่ปรึกษาและนายกฯ ด้วย โดยนายกฯได้ให้ความสำคัญกับภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ที่สำคัญยังได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องความขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.ในประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งนาย  สุรพงษ์ ได้ชี้แจงว่า ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและธปท.เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีบรรยากาศดีขึ้นมากและธปท.จะระมัดระวังไม่ให้การแก้ปัญหาเงินเฟ้อมากระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ พร้อมกับชี้แจงว่าความเห็นของกระทรวงการคลังและธปท. ที่ตรงกันก็มี ไม่ตรงกันก็มี แต่ที่เป็นข่าวมีแต่ความเห็นที่ไม่ตรงกัน
 
นอกจากนี้ยังขอให้คณะที่ปรึกษาฯไปจัดทำแผนรับมือพลังงานมาเสนอ และให้ติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งนายวีรพงษ์ ได้แสดงความเห็นถึง 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลว่าได้ช่วยให้บรรยากาศเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในคณะที่ปรึกษาฯระบุว่า บรรยากาศทางการเมืองและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา ธิปไตย มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น.

 

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=173634&NewsType=1&Template=1

กีฬา
น้องเก๋กลับถึงมาตุภูมิรับอบอุ่นรอทัพใหญ่มาฉลองชัย

แม่ลมจับหิ้วเมนูเด็ดจอมพลังสาวฮุบไต๋คนรัก"วรพจน์"ฉลุยชิงทองแดง

“วรพจน์ เพชรขุ้ม” โชว์ฟอร์มเจ๋ง “เช็คบิล” นักชกอิตาลี ไปแบบเหนือชั้น ทะลุชิงเหรียญทองแดง กับ “คิวบา” ส่วน “สายลม-พิชัย” กอดคอกันตกรอบ “พิชัย” ช้ำประกาศอำลาสังเวียนทันที ด้าน “น้องเก๋” ประภาวดี กลับสู่มาตุภูมิอย่างยิ่งใหญ่ มหาชนแห่ต้อนรับ “แม่” ยังไม่หายตื่นเต้นเป็นลมล้มพับไปอีก ขณะที่ “พ่อ” หิ้วเมนูโปรด “เต้าเจี้ยวหลน-น้ำพริกอ่อง-โมจิ” มาฝากลูกรัก “การท่าอากาศยานฯ” มอบทองคำ 10 บาท “น้องเก๋” ย้ำไม่เปลี่ยนรุ่นแน่ ตั้งเป้าเหรียญทอง อลป.2012 พร้อมโชว์แหวนนิ้วนางซ้าย แต่ไม่ขอเผยเรื่อง “คนรู้ใจ” ส.ยกลูกเหล็ก แจงรายละเอียดแบ่งเงินรางวัลให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง อย่าง “เป็นธรรม-โปร่งใส”

“น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล นักกีฬายกน้ำหนัก ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 รุ่น 53 กก. หญิง พร้อมคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางกลับจากประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 675 เวลา 12.40 น. โดยมี นายจันทร์แก้ว-นางภาวรีย์ (ราศรี) พ่อและแม่ของ “น้องเก๋” พร้อมน้อง ๆ อีก 3 คน ตลอดจนญาติ พี่น้อง นักเรียนจากจังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดขบวนสิงโตทอง เดินทางมาต้อนรับอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนทุกแขนงที่มาร่วมรายงานความเคลื่อนไหวกว่าร้อยชีวิต

แม่สุดตื่นเต้นจนเป็นลมล้มพับ
  
การจัดพิธีต้อนรับ “น้องเก๋” กลับสู่มาตุภูมิครั้งนี้ทางการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดให้ตัวแทนสื่อมวลชน เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศถึงบนเครื่องบินเลย ส่วน “แม่น้องเก๋” นางภาวรีย์ ช่วงแรกที่ลงจากรถ เมื่อเจอกับกองทัพสื่อมวลชนที่เข้าไปรุมล้อมเพื่อขอสัมภาษณ์ ถึงกับเป็นลมล้มพับไปเลย ทำให้ในช่วงที่ขึ้นไปรับ “น้องเก๋” บนเครื่องบินต้องนั่งรถเข็นขึ้นไป

พ่อหิ้วเมนูโปรดมารับ“น้องเก๋”
  
ส่วนคุณพ่อจันทร์แก้ว ได้นำกับข้าวของโปรดของ “น้องเก๋” ประกอบด้วย เต้าเจี้ยวหลน, น้ำพริกอ่อง และขนมโมจิ มาฝากลูกสาวด้วย พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งแรกที่อยากจะทำเมื่อเจอหน้าน้องเก๋ ก็คือขอกอดให้หายคิดถึง โดยระหว่างที่อยู่   บนเครื่องบินนั้น ทางการบินไทยได้จัดเมนูพิเศษ ประกอบด้วย เค้กรูปเหรียญทอง, ฉู่ฉี่กุ้ง และส้มตำ ไว้เลี้ยงคณะนักกีฬายกน้ำหนักและแบดมินตัน ที่ได้เดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกันด้วย

ขอฉลองพร้อมมวย-เทควันโด
 
สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไป ทางท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิ ได้จัดห้องพิเศษ (วีไอพี) ไว้ต้อนรับคณะนักกีฬายกน้ำหนัก โดยในส่วนของ “น้องเก๋” หลังจากที่ลงจากเครื่องบิน ก็ได้เข้าห้องไปทันที พร้อมกับใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับครอบครัวเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบริเวณเวทีด้านหน้าซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดชุลมุนของบรรดาสื่อมวลชนที่ต้องการเก็บภาพให้ได้มากที่สุด
  
จากนั้น “น้องเก๋” ได้กล่าวขอบคุณทุกแรงใจของคนไทยที่ทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิก ส่วนการจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ จะต้องรอให้ทัพนักกีฬาไทยชุดใหญ่แข่งขันจบก่อน เพราะว่าไม่อยากฉลองคนเดียว คนไทยยังได้ลุ้นเหรียญจากมวยสากลสมัครเล่น กับเทควันโด ส่วนที่มีข่าวว่า “น้องเก๋” ถูกกีดกันไม่ให้พบครอบครัวในระหว่างที่อยู่เมืองจีนนั้น ขอยืนยันว่า ไม่มีใครกีดกันทั้งสิ้นและได้คุยกับพ่อ-แม่แล้ว อยากให้ทุกคนเข้าใจด้วย

การท่าฯ มอบทองคำให้ 10 บาท
 
ส่วนบรรยากาศบนเวที ได้มีบุคคลสำคัญ ๆ ของวงการกีฬาไทย มาร่วมแสดงความยินดี เริ่มจาก นางศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนบรรดาสปอนเซอร์ของสมาคมฯ ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ผู้แทนจากโตโยต้า, ยามาฮ่า, องค์กรที่เกี่ยวข้องจากจังหวัดนครสวรรค์ รวมทั้งนายสมชาติ แสงน้อย โค้ชคนแรกของ “น้องเก๋” ก็ได้มาร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีด้วย ขณะที่ นายฉัตร หาญพัฒนนันท์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิ ได้มอบทองคำหนัก 10 บาท ให้กับ “น้องเก๋” อีกด้วย

“น้องเก๋”ขอยกรุ่น 53 กก.ต่อไป
  
“น้องเก๋” ประภาวดี ยืนยันอีกว่า เล่นยกน้ำหนักเพราะว่าใจรักและต้องการเป็นเบอร์ 1 ให้ได้ และยังจะเล่นกีฬาชนิดนี้ต่อไป ส่วนโอลิมปิกในอีก 4 ปีข้างหน้าจะคว้าเหรียญทองได้หรือไม่ ยังไม่รู้ เพราะครั้งนี้ชนะได้เนื่องจากจีนไม่ส่งนักกีฬาเข้าแข่ง แต่ครั้งหน้าหากจีนส่งแข่ง ก็อาจจะไม่ได้เหรียญทองก็ได้ อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าจะเล่นในรุ่น 53 กก. ต่อไป เพราะหากเปลี่ยนรุ่นเขยิบไปเป็น 58 กก. อาจจะมีปัญหาในการฝึกซ้อม เล่นในรุ่นนี้ก็ซ้อมสบาย ๆ อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเปลี่ยนแปลง
 
เจ้าของเหรียญทอง “ปักกิ่งเกมส์” ยังกล่าวอีกว่า เรื่องของเงินรางวัลที่ได้ จะไม่เอาไปลงทุนอะไร เพราะไม่มีความรู้ และช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ขอเก็บเป็นเงินฝากเก็บดอกเบี้ยให้แม่ไว้ใช้ ที่สำคัญการที่มีเงินจากเงินรางวัลเข้ามาก็จะทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการฝึกซ้อมที่จะไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังอีก จากนี้ไปคงเล่นยกน้ำหนักได้อย่างมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ยังขอฝากไปยังรัฐบาลว่าให้ช่วยหาอาชีพที่มั่นคงให้กับนักกีฬาทีมชาติหลังจากเลิกเล่นทีมชาติด้วย

พร้อมโชว์แหวนนิ้วนางข้างซ้าย
  
ส่วนเรื่องของหัวใจนั้น “น้องเก๋” กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้มีคนรู้ใจแล้ว พร้อมกับชูแหวนที่สวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายให้พี่ ๆ นักข่าวได้ดูด้วย แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้ เนื่องจากอยากให้เป็นเรื่องส่วนตัว อยากให้โฟกัสที่ผลงานการเป็นนักกีฬามากกว่า
 
“เรื่องคนรู้ใจยอมรับว่ามีแล้ว แต่คงต้องขอจากพี่ ๆ ว่าอยากให้เป็นเรื่องส่วนตัว หวังว่าพี่ ๆ คงเข้าใจ เพราะต้องให้เกียรติเขาด้วย ที่ผ่านมาเขาก็ให้กำลังใจเก๋มาตลอดจนประสบความสำเร็จในวันนี้ ส่วนเรื่องที่จะมีคนทาบทามให้เล่นหนังเล่นละครนั้น เก๋ถนัดอยากคุยกับพี่ ๆ นักข่าวแบบนักกีฬาจะดีกว่า” น้องเก๋ กล่าว

“ส.ยกเหล็ก”แจงแบ่งเงินรางวัล
  
นายจิตนรา นวรัตน์ อุปนายกสมาคมยกน้ำหนักฯ ได้ชี้แจงถึงเรื่องของการจัดสรรปันส่วน  เงินรางวัลที่ “น้องเก๋” จะได้รับมาว่า สมาคมฯ ได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส โดยจะหัก 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินสดที่นักกีฬาได้รับมาจัดสรรให้กับกลุ่มบุคคลที่สมาคมฯ ได้กำหนดไว้ ประกอบด้วย 1.คณะนักกีฬา ที่ได้ร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่รอบคัดเลือกใน 2 ปีที่ผ่านมา จนนักกีฬายกน้ำหนักหญิง ได้โควตามาครบ 4 ที่ รวมทั้งนักกีฬาที่ไปแข่งแล้วไม่ได้เหรียญกลับมา 2.ผู้ฝึกสอน โดยเฉพาะผู้ฝึกสอนชาวไทยที่มีเงินเดือนไม่มากเหมือนผู้ฝึกสอนชาวต่างประเทศ 3.โค้ชคนแรกของ “น้องเก๋” และ 4.นักกีฬาคนอื่น ๆ ที่ร่วมฝึกซ้อมทีมชาติด้วยกัน สำหรับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่เป็นเงินเดือนแบ่งจ่ายทุกเดือนนั้น สมาคมฯ ขอไปหารือเรื่องนี้อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะหลักเกณฑ์ในส่วนนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่สมาคมฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินรางวัลไปแล้ว ส่วนที่เป็นของรางวัลจะเป็นกรรมสิทธิ์ของ “น้องเก๋” คนเดียวเท่านั้น

กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เชียงใหม่
  
หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีในวันนี้ คณะของ “น้องเก๋” ได้ต่อเครื่องบินเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ทันที ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 116 มีชาวเชียงใหม่ ไปรอต้อนรับกันอย่างคับคั่ง พร้อมทั้งจัดขบวนรถชอปเปอร์ กว่า 100 คน และการแสดงต่าง ๆ ไว้ต้อนรับ “น้องเก๋” อย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย ขณะที่ “เจ๊บุษ” นางบุษา ยอด  บางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า จะยังไม่มีการจัดพิธีฉลองใด ๆ แต่ในวันที่ 16 ส.ค. อาจจะเดินทางไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักกีฬาเคารพและนับถือ จากนั้นวันที่ 18 ส.ค. จะเดินทางมาร่วมอัดรายการสดกับทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ เพียงวันเดียว โดยจะเน้นรายการข่าวที่เข้าถึงคนไทยเป็นหลัก เช่น จมูกมด, เรื่องเล่าเช้านี้ 

“สายลม”แผ่วพ่ายแอลจีเรีย
 
ที่เวิร์คเกอร์ ยิมเนเซียม กรุงปักกิ่ง สายลม อาดี นักชกวัย 22 ปี จาก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ในรุ่นเฟเธอร์เวต (57 กก.) ที่ได้บายรอบแรก ประเดิมขึ้นสังเวียนในรอบ 2 หรือรอบ 16 คน เจอกับ ชาดี อับเดลกาเดอร์ นักชกแอลจีเรีย เปิดฉากยกแรก นักชกแอลจีเรีย เดินบุกสาวหมัดเข้าใส่ทันที สายลม ปักแลกด้วย และต่อยตัดลำตัวทำแต้มนำไป 3-1 หมัด ขึ้นยก 2 ทั้งคู่ยังแลกหมัดกันสนุก สายลม ยังนำ 4-3 หมัด ยก 3 ชาดี ยังเดินชวนทะเลาะไม่เลิก สายลม ก็สาวหมัดโต้ตลอด แต้มยังนำ 6-4 แต่ในยก 4 ยกสุดท้าย ชาดี เดินหน้าเร็วกว่าเดิม ปล่อยหมัดเป็นชุด สายลม พยายามดึงจังหวะชกแต่คร่อมไปหมด ปลายยกดูแผ่วลง ทำให้โดนหมัดบวกจนแต้มมาเสมอกัน 6-6 ช่วง 16 วินาทีสุดท้าย สายลม พลาดไปโดนเต็มหน้าอีกหมัด ทำให้ ชาดี พลิกแซงไป 7-6 เวลาที่เหลือ ชาดี หนีอย่างเดียว สายลม ไล่ไม่ทัน ครบ 4 ยก สายลม แพ้ไป 6-7 ตกรอบ 2 ไปอย่างน่าเสียดาย

ขอแก้ตัวโอลิมปิกหนต่อไป
 
ขณะที่ สายลม อาดี กล่าวว่า ความพ่ายแพ้ในไฟต์นี้ ไม่ขอโทษใคร โทษตัวเองอย่างเดียว ชกไฟต์นี้คิดว่าชกได้ไม่ดีเลย ทำไม่ได้ดังใจตัวเอง ชกอืดไปมาก แต่ก็ยังไม่ท้อ จะขอรับใช้ชาติต่อไป เพราะอายุแค่ 22 ปี และเพิ่งชกโอลิมปิกหนแรก จะขอแก้ตัวใหม่ในโอลิมปิกครั้งหน้า หรือโอลิมปิก 2012 อีก 4 ปีข้างหน้าที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

“พิชัย”โดนนักชกโสมย้ำแค้น
 
รุ่นไลต์เวต (60 กก.) พิชัย สาโยธา นักชกวัย 29 ปีจากร้อยเอ็ด ซึ่งได้บายในรอบแรก ขึ้นชกรอบ 2 เจอกับ เบี๊ยก จองซุบ นักชกเกาหลีใต้ ซึ่ง พิชัย เคยแพ้มาในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 “โดฮาเกมส์” เปิดฉากยกแรก นักชกเกาหลีเดินเบียดเข้าหาชวนทะเลาะกันทันที แต่ยังออกหมัดกันไม่ชัดเจน หมดยกแรกเสมอกัน 1-1 ขึ้นยก 2 เกาหลีบุกเร็วขึ้น แล้วออกหมัดเป็นชุด พิชัย พยายามโต้ แต่จังหวะและสปีดหมัดช้ากว่า หมดยกตามถึง 2-5 หมัด ยก 3 นักชกเกาหลียังออกหมัดชุดได้เร็วกว่า พิชัย พยายามดึงจังหวะโต้ แต่ยังช้ากว่า หมดยกคะแนนตาม 3-7 หมัด ขึ้นยก 4 ยกสุดท้าย พิชัย ยังต่อยได้ไม่เข้าเป้า ในขณะ ที่นักชกเกาหลียังฉายได้เป็นชุด ครบ 4 ยก เบี๊ยก จองซุบ ชนะคะแนนขาดลอย 10-4 ย้ำแค้น พิชัย อีกครั้ง

รับสภาพขอแขวนนวมทันที
 
หลังชก พิชัย สาโยธา เปิดเผยว่า พยายามเต็มที่แล้ว ต้องขอโทษแฟนมวยชาวไทย และครอบครัวที่ จ.ร้อยเอ็ด ด้วยที่ทำให้ผิดหวัง ในชีวิตอยากมาชกโอลิมปิกสักครั้ง และมีเหรียญติดมือ แต่เมื่อทำไม่ได้ ก็ต้องทำใจ ยอมรับสภาพตัวเองคงไม่ไหวแล้ว จากนี้ไปคงต้องแขวนนวม เพื่อเปิดโอกาสให้นักชกรุ่นน้องมาทำหน้าที่แทน ส่วนตัวเองคงไปรับราชการทหารกับต้นสังกัด และหากสมาคมมวยฯต้องการให้ไปช่วยเป็นสตาฟฟ์โค้ชก็ยินดี

“ทวีป”เสียดายโค้ชไม่ทันเกม
 
“เสธ.ทวีป” พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คู่ของ สายลม นับว่าน่าเสียดายมาก เพราะ สายลม กับ คู่ชก สภาพอ่อนล้าด้วยกันตั้งแต่ยก 3 แต่โค้ชของเราไม่ทันเกม ขึ้นยก 4 คะแนนนำอยู่ 2 หมัด ดันไปสั่งให้หนี ซึ่งนักชกแรงหมดแล้ว หนีไม่ออก แทนที่จะสั่งให้เดินลุยต่อ เพราะเขาก็หมดเช่นกัน แล้วค่อยหนีตอนใกล้หมดยก สำหรับ พิชัย คงต้องแขวนนวมแน่นอน และจะดัน สายลม ขึ้นมาชกในรุ่น 60 กก. แทน เพราะ สายลม ยังเด็กอยู่ ยังต่อยโอลิมปิกครั้งต่อไปได้อีก และชกในรุ่น 57 กก. สายลม ต้องลดน้ำหนักมาก ทำให้มีแผ่วปลาย คิดว่าถ้ามาชกในรุ่น 60 กก. สายลม จะทำได้ดีกว่า ซึ่ง 3 คนที่ตกรอบไป รู้สึกเสียดาย นน บุญ   จำนงค์ ในรุ่น 69 กก. มากที่สุด เพราะคิดว่า นน ต้องมีเหรียญแน่ แต่ดันไปชกผิดวิธี ไม่ชกตามแผน จนพ่ายนักชกอียิปต์ตกรอบ 2 ไปอย่างน่าเสียดาย

“วรพจน์”ถลุงอิตาลีเข้า 8 คน
 
รุ่นแบนตั้มเวต (54 กก.) วรพจน์ เพชรขุ้ม นักชกจากสุราษฎร์ธานี เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก 2004 “เอเธนส์เกมส์”  ได้บายในรอบแรก ขึ้นสังเวียนในรอบ 2 เจอกับ ปาร์ริเนลโล วิตโตริโอ จากอิตาลี เปิดฉากยกแรก  วิตโตริโอ เดินลุยทันที วรพจน์ ใช้ชั้นเชิงและความไวที่เหนือกว่า โยกหลอกดักชกจังหวะ 2 เข้าเป้าชัดเจน นำไปในยกแรก 5-0 ขึ้นยก 2 วรพจน์ ยังดักชกจังหวะ 2 ได้อย่างแม่นยำ      นำห่าง 8-0 ยก 3 วิตโตริโอ พยายามเร่งบุกเร็วขึ้น แต่ วรพจน์ ฉากออกซ้าย-ขวา แล้วชิงจังหวะโฉบเข้าชกเข้าเป้าเน้น ๆ อีก 2 หมัด นำไป 10-1 มาถึงยก 4 ยกสุดท้าย ต้นยกนักชกอิตาลียังพยายามบุก แต่ปลายยกรู้ว่าสู้ไม่ได้ ผ่อนเกมลง ทำให้ครบ 4 ยก วรพจน์ ชนะคะแนนไปขาดลอย 12-1 หมัด เป็นนักชกไทยคนที่ 2 ต่อจาก มนัส บุญจำนงค์ ที่ลอยลำเข้ารอบก่อนรองฯ หรือรอบ 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ไปเจอกับ ลีออง อาลาร์คอน ยานคีล (คิวบา) ที่ชนะคะแนน อาบูตาลิปอฟ คานัต จากคาซัคสถาน 10-3 ในวันที่ 18 ส.ค. 

เผยหวิดแพ้เพราะมาเวทีไม่ทัน
 
หลังชก วรพจน์ เปิดเผยว่า ไฟต์นี้หวิดแพ้ เพราะมาถึงเวทีไม่ทัน มาถึงเวทีก่อนชกแค่ 10 นาทีเท่านั้น แทบไม่มีเวลาอบอุ่นร่างกาย เนื่องจากรถส่งนักกีฬาของจีนหลงทาง คนขับไม่เคยมาที่เวิร์คเกอร์ ยิมเนเซียม ที่ใช้แข่งขันมวยมาก่อน สำหรับไฟต์นี้ ยังไม่พอใจฟอร์มการชกของตัวเองมากนัก ชกได้แค่ 50% เท่านั้น อาจเป็นเพราะวอร์มน้อยไป ส่วนรอบต่อไปที่จะเจอกับ อาลาร์คอน นักชกคิวบา นั้นไม่รู้สึกหวั่นแต่อย่างใด มั่นใจว่าผ่านได้ เพราะมวยคิวบารายนี้เป็นมวยใหม่ และเป็นมวยขวา ขณะที่ตัวเองเป็นมวยซ้าย จึงเข้าทางพอดี.

 

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=173619&NewsType=1&Template=1