บล็อก Blog
บล็อก Blog บล็อก บลอก บล๊อก หาเพื่อน บล็อก Blog  
  DJ Tone blog บล็อก บล็อก
หน้าแรก อัลบั้ม ปฏิทิน เพื่อน บล๊อกโปรด สมุดเยี่ยม
ค้นหา    แบบละเอียด
ประวัติ
สถานที่ กรุงเทพมหานคร,
ดูรายละเอียดประวัติ
ลิงค์ต่างๆ

Sanook
Sanook

ชื่อกล่องใหม่
บล็อก
การรวบรวม
สถิติรวม
เขียนบล็อก (7)
คอมเมนท์ (4)


               สวัสดีครับ ผมชื่อ พีระณัฐ จำปาเงิน ชื่อเล่นโทน นามปากกาและชื่อหากินในวงการสื่อกีฬา คือ โทนคุง

                ก่อนหน้านี้ผมมีชื่อจริงว่า อนิรุต แต่เพื่อความเป็นศิริมงคลมากขึ้น ผมจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น พีระณัฐ โดยหวังว่าชื่อใหม่นี้จะทำให้ผมโด่งดัง และร่ำรวย สมดังใจอยาก

            ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ (ผมแต่งเพลงแร๊พศึกษา เอาไว้ให้น้องๆร้อง แต่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมนานแล้ว)

                หลังจากจบการศึกษา  ผมก็สอบเข้าไปทำงานที่ บ.สยามสปอร์ต ซินดิเคต ผู้ผลิตและจำหน่าย หนังสือพิมพ์สยามกีฬา-สตาร์ซอคเกอร์ ตามที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ได้ และทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ที่นั่น 3 ปี แต่น่าเสียดายที่เก็บได้แต่ประสบการณ์ แต่เก็บเงินไม่ได้ซักบาท แถมมีหนี้ติดตัวมาอีก

            เมื่อออกจากสยามกีฬา ผมก็ไปอยู่สำนักข่าว Infoquest อยู่เพียงครึ่งเดือน เพราะได้รับการเชิญชวนจากรุ่นพี่ที่ศิลปากร ให้ไปร่วมงานกันที่ บ.บีอีซีไอ คอร์ปอเรชั่น ในเครือ บีอีซีเวิล์ด หรือ ไทยทีวีสีช่อง 3 นั่นเอง

                ผมทำงานที่นั่นในตำแหน่ง Content Developer – Sport and Joke ซึ่งมันเป็นตำแหน่งที่เหมาะกับผมมาก แถมยังได้มีโอกาสร่วมการจัดงาน สุดเดชประเทศไทย รายการทีวี เรียลลิตี้โชว์ของคนขายอาหารร้านรถเข็น ที่มีการชิงชัยกันในรอบสุดท้ายที่สวนลุม ไนท์บาร์ซ่า โดยผมได้เป็นพิธีกร ภายในงานด้วย

                ผมเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านการพูด การเล่าเรื่อง มาตั้งแต่เด็กๆ และในวันหนึ่งผมก็มีโอกาสได้ทำงานตามความถนัดของผมจนได้ เมื่อรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันที่สยามกีฬา ได้ไปเป็นนักจัดรายการวิทยุที่คลื่น FM99 คลื่นเมืองไทยแข็งแรง ของ อสมท. ซึ่งเป็นคลื่นเกี่ยวกับกีฬา และสุขภาพ จึงได้ชักชวนผมไปจัดรายการ Sport Mania ฟุตบอลสเปน ซึ่งออนแอร์ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีสอง ... ผมต้องขอขอบคุณน้องคนนั้นมา ณ ที่นี่ด้วย .. ขอบคุณมากจริงๆ คุณยุทธชัย จิรขวัญฉาย  ... ยุทธ พี่ขอบใจเอ็งมากนะที่ไม่ลืมพี่

                ส่วนงานประจำนั้น หลังจากที่ผมทำงานที่ บีอีซีไอ ได้ 8 เดือนก็มีโอกาสได้ย้ายมาทำงานที่ บ.เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) หรือปัจจุบันก็คือ บ.สนุก!ออนไลน์ จำกัด เจ้าของ www.sanook.com เว็บไซต์อันดับ 1 ของประเทศไทย ในตำแหน่ง Marketing Executive และยังเขียนคอลัมน์ฟุตบอล ให้กับhttp://football.sanook.com/  อีกด้วย

                นอกจากนั้นผมยังทำนายผลฟุตบอลอยู่ที่เบอร์ 1900 888 189 ช่วยเข้าไปใช้บริการกันหน่อยนะครับ อิอิอิ

                การได้ทำงานที่ สนุก! ผมต้องขอขอบคุณรุ่นพี่ในวงการสื่อกีฬาคนหนึ่ง ที่ผมคงไม่บังอาจกล่าวชื่อพี่เอาไว้ ณ ที่นี่ได้ แต่ผมไม่เคยลืมบุญคุณของเขาเลย นอกจากนั้นต้องขอบคุณเจ้านายทั้งหลายที่เมตตาให้โอกาสผมทำงานมาถึงทุกวันนี้ ที่ผมมีเงินกินข้าวอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะ บ.สนุกออนไลน์ จำกัด ผมจึงรักองค์กรนี้ และเจ้านายทุกๆท่านมาก (แผล่บๆ.. สอพลอโปรดัคชั่น ทำหน้าที่)

               





            ผมมักจะรู้สึกเขินๆ หรือแปร่งๆเสมอๆ เมื่อมีคนทักว่า พี่เป็นดีเจ หรือครับ?” เพราะจริงๆแล้วดีเจ มันมาจากคำว่า Disc Jockey (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกไหม) ที่แปลว่าคนควบคุมแผ่นดิสค์ในการเปิดเพลงในสถานีวิทยุ หรือพวกดีเจรายการเพลงทั้งหลายนั่นแหละ

                แต่ของผมมันน่าจะใช้คำว่า นักจัดรายการวิทยุ มากกว่า เพราะมันเป็นรายการพูด ไม่ใช่รายการเพลง แม้ว่าผมจะชอบเอาเพลงที่แต่งเอง ไปเปิดอยู่บ่อยๆ ตามประสาคนอยากดัง

(เข้าไปฟังเพลงของผมได้ที่นี่ครับ http://radio.sanook.com/choose_song.php?artistID=7341 )

            เวลาโดนถามว่าเป็นดีเจ ใช่ไหม ผมก็มักจะตอบไปว่า เรียกว่านักจัดรายการวิทยุดีกว่า และผมเองก็จัดแค่สัปดาห์ละครั้งเอง มันเป็นแค่งานพิเศษ ไม่ใช่งานประจำ ผมไม่ได้จัดบ่อยๆ ดังนั้นจึงรู้สึกเขินๆ กึ่งๆอาย เสมอๆ เมื่อมีคนเรียกว่า ดีเจ แต่หลังๆ ผมก็เริ่มชิน และเริ่มแอบภูมิใจกับคำนี้เหมือนกันแฮะ (ตามประสาคนอยากดัง)

            คำถามยอดนิยม เวลาที่มีคนรู้ว่าผมเป็น ดีเจ และเข้ามาคุยกับผมก็คือ พี่เข้าไปจัดรายการได้ยังไง , “ทำอย่างไรถึงจะได้เป็นดีเจ เนื่องจากมีคนอยากทำงานนี้กันมาก

                เวลาเจอคำถามแบบนั้น ผมไม่ค่อยอยากตอบเท่าไหร่ เพราะผมเองก็ไม่ใช่ดีเจ ระดับชั้นแนวหน้า ที่จะไปสั่งสอน แนะนำใครได้ แค่ยังได้จัดอยู่สัปดาห์ละ 1 วัน (2 ชม.) ก็บุญหัวแล้ว แต่ในเมื่อเขาอยากจะให้ตอบ ผมก็มักจะตอบไปว่า ทำยังไงถึงจะได้เป็นดีเจ นะเหรอ อืมม ทำบุญครับ ทำบุญเยอะๆ

                หลังจากตอบไปแบบนั้น คนถามก็จะบอกว่า เอาจริงๆสิ ตอบดีๆสิครับ ซึ่งผมก็ตอบไปว่า ก็เนี่ยตอบจริงๆ ตอบดีๆแล้ว เพราะคุณเคยเห็นเขารับสมัครสอบเข้าบรรจุเป็นดีเจ หรือเปล่าล่ะ เคยเปิดเว็บสมัครงาน หรือหนังสือสมัครงานแล้วเจอประกาศรับสมัครเข้าเป็นดีเจไหม

                พอบอกไปอย่างนั้น คนถามก็เลยเริ่มเข้าใจในคำตอบของผม เพราะก็อย่างที่บอกไปแหละครับว่า การจะมาเป็นดีเจนั้น ผมคิดว่ากว่า 85% มาจากการมี credit และ connection มากกว่าการที่สมัครสอบกันเข้าไป (ผมยังไม่เคยเห็นรับสมัครสอบเป็นดีเจ เลยครับ)

            อย่างผมก็มาจาก credit และ connection à credit ของผมคือการทำงานอยู่ในองค์กรกีฬาชั้นนำอย่าง สยามกีฬา มา 3 ปี มีประสบการณ์การเขียนข่าว คอลัมน์ ดังนั้นเมื่อมีองค์กรใดต้องการรับดีเจ จัดรายการกีฬา ฟุตบอล ผมก็มี credit พอตัวที่จะกลายเป็น candidate ได้

                แต่ credit อย่างเดียวมันไม่พอหรอกครับ เพราะคนที่มี credit มีประสบการณ์ในงานสายนี้มากกว่าผมก็มีอยู่มากมายมหาศาล แต่เขาไม่มี connection คือไม่มีเพื่อนพ้องที่สามารถนำโอกาสแบบนี้มาเสนอให้เขาได้ แต่ผมโชคดีที่ผมมี ก็แค่นั้นเอง หรือบางคนไม่มี credit และประสบการณ์ แต่มี connection มีเส้นสาย ก็สามารถกลายเป็นดีเจ ได้เหมือนกัน

                ผมคิดว่านอกจาก credit และ connection แล้ว โชคชะตา หรือว่า ดวง ก็คือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณจะต้องมี ถ้าอยากเป็นดีเจ

ดังนั้นในโลกนี้ยังมีคนเก่งที่ขาดโอกาส และยังจมอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งอยู่อีกเยอะแยะ แต่อย่างไรก็ขอให้สู้กันต่อไปครับ

ผมเคยเข้าไปดู camfrog ที่เป็นโปรแกรมแชต และมีคนสถาปนาตัวเองเป็นดีเจ ประจำห้อง คอยเปิดเพลงให้คนที่เข้ามาแชตฟัง และพูดจากทักทาย ทำเสมือนดีเจในวิทยุ แรกๆผมก็ขำๆ เพราะคิดว่าคนพวกนี้มันว่างกันมากหรือไง จึงเอาเวลามาทำอะไรไร้สาระแบบนี้      

แต่พอมาคิดดูอีกมุมหนึ่ง คนพวกนี้เขาใจรักจริงๆนะ พูดจนน้ำลายแห้ง เงินก็ไม่ได้ แถมต้องเสียค่าแผ่นเพลง ค่าไฟอีก ก็ยังอุตสาห์ทำ เพราะใจรัก เพราะอยากให้คนเรียกตัวเองว่า ดีเจ

เมื่อคิดได้อย่างนั้นผมจึงกลับมาแอบภูมิใจกับคำนี้ แม้ว่าจะรู้ดีว่ามันก็ยังทะแม่งๆ สำหรับคนที่ทำงานนี้เป็นแค่งานพาร์ทไทม์ อย่างผม แต่ผมก็จะทำให้สุดความสามารถ เพราะผมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆแล้ว ผมมีโอกาสได้ทำงานนี้ งานที่ใครอีกหลายคนอยากจะทำ ถึงขนาดจัดฟรีก็เอา ดังนั้นผมควรจะภูมิใจกับงานนี้ และทำมันให้ดี ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งใจทำงานประจำของตัวเองให้ดี ควบคู่กันไปด้วย





TV.jpg

แม้ว่าเป้าหมายในชีวิตของผมคือการเป็นคนดัง และการที่คนเราจะดังได้นั้นมันต้องออกสื่อให้เยอะเข้าไว้ แต่ในทุกวันนี้การที่ผมยังได้จัดรายการวิทยุสัปดาห์ละ 1วัน ก็นับว่าบุญแล้ว เรื่องออกทีวีนั้นยังไม่ต้องไปคิดให้เปลืองกบาล เอาเวลาไปคิดว่าในแต่ละวันจะกินอะไร จะมีข้าวกินไหม ยังจะดีกว่า

อย่างไรก็ตามน้ำหน้าอย่างผมก็เคยได้โผล่ๆแว่บๆออกทีวีกับเขามาบ้างเหมือนกัน ที่จังๆแล้วมีคนมาทักก็คือตอนไปทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าบ้านครูน้อย ในโอกาสครอบรอบ 3 ปีของ FM99 คลื่นเมืองไทยแข็งแรง อันเป็นคลื่นที่ให้โอกาสผมได้แสดงฝีปากอยู่ทุกวันนี้ โดยได้ออกแพร่ภาพประเดี๋ยวนึง ทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี หรือช่อง 9 นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีโดนสัมภาษณ์ออกรายการบันเทิงช่องเคเบิ้ลทีวี ในตอนไปออกบู๊ทให้กับ sanook.com องค์กรต้นสังกัดที่แท้จริงของผม

แต่แล้วในที่สุดโอกาสในการออกทีวีแบบจังๆของผมก็มาถึง ด้วยอุปการะคุณของ คุณซัง เจ้าของเว็บซังกะบ๊วยดอทคอม และเจ้าของเพลง ผีกาก้า อันโด่งดัง

เรื่องมันมีอยู่ว่าทาง รายการ คม-ชัด-ลึก ซึ่งเป็นรายการประเภท Prime Time คือหนึ่งในรายการหัวแถวของ Nationchannel เขาอยากเชิญคุณซัง ในฐานะแฟนลิเวอร์พูล ไปร่วมพูดคุยในรายการ ก่อนการฟาดแข้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ในช่วงดึกของวันที่ 24 พฤษภาคม 2550

แต่ คุณซัง ไม่ว่าง จึงปฏิเสธไป แต่ทางรายการเขาอยากได้แฟนบอลของเอซี มิลาน ที่รู้เรื่องฟุตบอลดี ไปร่วมรายการด้วย และถามคุณซังว่ามีใครจะแนะนำไหม คุณซัง จึงแนะนำผมไป โดยให้เบอร์ผมกับคุณธีระ พิธีกรของรายการไป

หลังจากนั้น คุณธีระ ก็โทรมานัดผมไปอัดรายการ ในช่วงบ่ายของวันที่ 24 นั้นเอง โดยบอกให้ผมใส่เสื้อเอซี มิลาน ไปด้วย

ผมดีใจสุดๆ และเตรียมพร้อมทำการบ้านหาข้อมูลไปเป็นอย่างดี แถมยังลงทุนซื้อเสื้อมิลานชุดล่าสุด (made in thailand) เพื่อเอาไปใส่ออกรายการ แม้ว่าจะมีเสื้อมิลานของหลายฤดูกาลก่อนอยู่แล้ว แต่เพื่อความเนียนผมจึงยอมลงทุนซื้อตัวใหม่มาเลย

นอกจากนั้น ผมลงทุนลางานไป 1 วัน เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ เนื่องจากตึกของเนชั่น อยู่ไกลถึงบางนา ขณะที่ผมพักอาศัยอยู่แล้วย่านงามวงศ์วาน ดังนั้นเพื่อความชัวร์ ลางานไปเลย เพื่อการออกทีวี

พอผมไปถึงที่ออฟฟิสของเนชั่นชาแนล ก็ต้องไปนั่งรอแขกร่วมรายการท่านอื่น ซึ่งผมพอทราบมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีแฟนลิเวอร์พูล มา 1 คน ซึ่งผมก็ได้เจอกับเขาก่อนใคร ในขณะที่นั่งรอเวลาอัดรายการ และได้พูดคุยกันเล็กน้อยทำให้ทราบว่าเขาทำงานที่สยามกีฬา รุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ผมออกมานานแล้ว ส่วนเขายังทำอยู่

แขกรับเชิญคนต่อมาที่เดินทางมาถึงคือ อ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ อดีตโค้ชทีมชาติไทย ที่เคยคุมทีมสโมสรตลาดหลักทรัพย์ และ ฮอง อัน ยาลาย ในเวียดนาม

และแขกรับเชิญท่านสุดท้ายที่ทำให้ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษคือคุณ แจ็คกี้ อดิสรณ์ พึ่งยา คอลัมนิสต์ และนักพากย์ฟุตบอลชื่อดัง แม้ว่าผมจะได้เจอพี่เขาประจำ ในตอนที่อยู่สยามกีฬา แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

พอได้เวลาเข้าห้องถ่ายทำ ผมก็อดประหม่าไม่ได้ แม้ว่าเรื่องงานพูดจะเป็นงานที่ถนัดก็ตาม สุดท้ายผมก็เอาตัวรอดไปได้ และดีใจที่มันออกมาโอเค กับภารกิจการออกทีวีแบบจังๆ ครั้งแรกในชีวิต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตข้างหน้า ผมจะมีบุญได้ออกทีวีบ่อยๆ จะได้ไม่ประหม่า และเพื่อความดังสมใจอยาก อิอิ

 

ชมคลิปรายการ คม-ชัด-ลึก ที่ผมไปออกรายการมาได้ที่นี่ครับ

http://www.nationchannel.com/xprogram/index.php?news_id=7321

 





               แม้ว่าผมจะมีทั้งงานประจำ และงานพาร์ทไทม์ เป็นดีเจ อย่างที่บอกไปแล้ว แต่รายได้ต่อเดือนของผมก็ไม่ได้เยอะ แต่อย่างใด ผมยังคงไมมีบ้าน ไม่มีรถ ผมยังต้องเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ ยังต้องโหนรถเมล์ ไปไหนมาไหน

                คนฟังรายการของผมหลายๆคน ไม่เชื่อว่าผมจะยังไม่มีรถจริงๆ เพราะต่างคิดว่าคนทำงาน 2 ที่ อย่างผมน่าจะมีเงินเก็บ มีสิ่งอำนวยความสะดวก พอสมควร แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

                ผมอาจจะเริ่มต้นช้าไปหน่อย เพราะงานแรกของผมนั้น ผมได้รับเงินเดือนเพียง 7,500 บาท ทำงาน 6 วัน กว่าจะมาได้เงินเดือนขึ้นก็อีก 2 ปี เพิ่มมาเป็น 9,000 บาท แม้ว่าจะมีรายได้พิเศษจากงานเขียนอยู่บ้าง แต่ก็รวมๆแล้ว เดือนนึงได้ประมาณ 11,000-12,000 บาท

                ผมมีรายได้แบบนั้นอยู่ 3 ปี จึงไมน่าแปลกใจที่ผมไม่มีเงินเก็บเลย แถมมีหนี้อีกต่างหาก แม้ว่าทุกวันนี้รายได้ผมจะพอกินพอใช้ แต่ก็ยังไม่พอผ่อนรถ ผ่อนบ้าน แต่อย่างใด

                เงินเก็บของผมก็มีไม่มาก เพราะผมเริ่มจะพอมีรายได้ที่จะพอเก็บได้ และมีสติที่รู้จักจะเก็บเงิน ได้ไม่ถึงปี แถมเก็บๆอยู่ดีๆ ก็มีเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้เงินอีก ทำให้ต้องมาตั้งหลักใหม่อีกครั้ง แต่คิดว่าต่อไปนี้อะไรๆคงจะดีขึ้นแน่นอน

                แต่ก่อน ตอนที่ผมรายได้น้อยๆ  (มาก) ผมมักจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เที่ยวเล่น กินดื่ม แบบ รายได้ต่ำ รสนิยมสูง อยู่เสมอๆ จนเป็นหนี้เป็นสิน แต่ทุกวันนี้ผมกับกลายเป็นคนที่ขี้เหนียว รู้คุณค่าของเงิน

                เดือนๆนึง ผมจะมีเงินใช้หลังจากหักรายจ่ายทั้งหลายไปแล้ว ประมาณ 9,000-10,000 บาท ซึ่งผมก็จะใช้มันอย่างประหยัด โดยจะใช้เงินไม่เกินวันละ 100 บาท ในกรณีที่ไม่ได้ไปไหน นอกจากไปทำงาน แต่ถ้าออกไปเที่ยวเล่น หรือไปธุระที่ไหน ก็จำเป็นต้องใช้มากว่านั้น ถ้าเดือนไหนมีเรื่องให้ต้องมีรายจ่ายมากกว่าปกติ ผมก็จะบังคับตัวเองให้ใช้เงินวันละ 50 บาท ให้ได้อย่างน้อย 5-10 วัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่มีเงินเก็บ

                ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ผมอยากดัง เพราะผมคิดว่าถ้าผมดัง ผมก็จะมีงานพิเศษเข้ามาเพิ่มรายได้ของผม ทำให้ผมมีเงินใช้เงินเก็บมากขึ้น และผมจึงตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตผมเลยว่าจะพยายามดังให้ได้ ถ้าผมดังเมื่อไหร่ ผมจะไม่ลืมตัว จะเก็บเงินสร้างครอบครัว และจะนำเงินที่เหลือใช้ไปทำบุญ สร้างกุศล ต่อไป แต่ตอนนี้ ผมขอตัวไปกิน มาม่า ก่อนนะครับ ....





ดังนั้น ผมจะหยุดจัดรายการไป 2 สัปดาห์ คือวันศุกร์ที่ 22 และ 29 มิถุนายน 2550

จึงเรียนมาเพื่อแซ่บ

 




ดูบล็อกย้อนหลัง
เมษายน 2550 (7) |
ดูอัลบั้ม
อัลบั้ม
เริ่ม หยุด Prev Next
แสดงเต็มหน้าจอ
แบบสำรวจ
 
คุณรู้จัก "โทนคุง" ไหมครับ








โหวต  ดูผลโหวต
ปฏิทิน
<July 2009>
SunMonTueWedThuFriSat
2829301234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930311
2345678
เพื่อน


ยังไม่มีเพื่อน


ดูรายชื่อเพื่อน